อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเกิดจากอะไร ? รู้สาเหตุและวิธีแก้ปวดเมื่อยให้หายเร็วขึ้น

อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเกิดจากอะไร ?  รู้สาเหตุและวิธีแก้ปวดเมื่อยให้หายเร็วขึ้น

13 มกราคม 2569

แชร์:

ระยะเวลา : 17 นาที

อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในแทบทุกช่วงวัย ตั้งแต่วัยทำงานที่ต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน นักกีฬาที่ใช้ร่างกายอย่างหนัก ไปจนถึงผู้สูงอายุที่ความสามารถในการฟื้นตัวของร่างกายเริ่มลดลงตามวัย

แม้อาการปวดเมื่อยจะดูเหมือนเรื่องปกติและหลายคนเลือกปล่อยให้หายเอง แต่ที่จริงแล้ว “อาการปวด” คือสัญญาณเตือนว่ากล้ามเนื้อกำลังทำงานหนักเกินไป และต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม หากปล่อยไว้ อาจพัฒนาไปสู่ภาวะกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง หรืออาการปวดร้าวที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตในระยะยาว

การทำความเข้าใจสาเหตุของอาการปวดเมื่อย พร้อมเลือกวิธีแก้ปวดเมื่อยที่ถูกต้อง และรู้ว่าเมื่อใดควรพบแพทย์ จะช่วยให้คุณดูแลสุขภาพกล้ามเนื้อและกระดูกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สาเหตุของอาการปวดเมื่อยที่พบบ่อย

BRV_SPRAY-JAN-Blog-05-01

อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีที่มา แต่มักมีสาเหตุจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต การทำงาน และการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในแต่ละช่วงวัย หากเราเข้าใจสาเหตุของอาการปวดเมื่อย จะช่วยให้สามารถแก้ปวดเมื่อยได้ตรงจุดมากขึ้น ทั้งในแง่ของการปรับพฤติกรรม ลดปัจจัยเสี่ยง และเลือกวิธีฟื้นฟูที่เหมาะสมกับลักษณะอาการของตนเอง

1. อาการออฟฟิศซินโดรม

อาการ “ออฟฟิศซินโดรม” เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากการทำงานในท่าทางเดิมซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน หรืออยู่ในท่าที่ไม่เหมาะสมต่อเนื่อง ส่งผลให้กล้ามเนื้อบางส่วนหดเกร็งตลอดเวลา จนเกิดความตึงล้าและปวดเมื่อยสะสม การเข้าใจลักษณะของออฟฟิศซินโดรมจะช่วยให้เลือกวิธีแก้ปวดเมื่อยได้เหมาะสมกับต้นเหตุ ซึ่งสามารถแบ่งอาการออกได้เป็น 3 ลักษณะหลัก ได้แก่

(A) การปวดกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน

พบได้บ่อยบริเวณคอ บ่า ไหล่ และสะบัก ลักษณะอาการมักปวดเป็นบริเวณกว้าง ระบุตำแหน่งชัดเจนได้ยาก และมีจุดกดเจ็บ ระดับความรุนแรงมีตั้งแต่ปวดเล็กน้อยไปจนถึงปวดมากจนรบกวนการทำงาน

(B) อาการจากระบบประสาทอัตโนมัติ

เกิดจากกล้ามเนื้อที่ตึงมากจนไปกดรัดหลอดเลือดและเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการเย็นวูบวาบ ขนลุก เหงื่อออกบริเวณที่ปวด หากเกิดที่บริเวณคอ อาจมีอาการมึนงง หูอื้อ หรือสายตาพร่าร่วมด้วย

(C) อาการทางระบบประสาทถูกกดทับ

มักพบในผู้ที่มีอาการสะสมเป็นเวลานาน เช่น มีอาการชาบริเวณแขนและมือ หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงบางส่วน ถือเป็นสัญญาณว่าอาการเริ่มรุนแรงขึ้น หากยังฝืนใช้งานซ้ำ ๆ อาจทำให้การแก้ปวดเมื่อยยากขึ้นและกลายเป็นเรื้อรังได้

 2. ความเครียดและการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ

โดยทั่วไป วัยทำงานควรนอนหลับประมาณ 7-9 ชั่วโมงต่อวัน แต่เมื่อร่างกายอยู่ในภาวะเครียด ระบบประสาทจะกระตุ้นให้ร่างกายอยู่ในโหมดตื่นตัว ทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลให้อัตราการเต้นของหัวใจและการหายใจเปลี่ยนแปลง กล้ามเนื้อจึงเกร็งตัวโดยไม่รู้ตัว หากเป็นต่อเนื่องร่วมกับท่าทางที่ไม่เหมาะสม เช่น กอดอก ห่อไหล่ หรือหลังค่อม จะยิ่งเพิ่มความตึงล้าและทำให้ปวดเมื่อยได้ง่ายขึ้น

3. การยกของหนักหรือยกของผิดท่า

การโน้มตัวลงไปหยิบของที่วางต่ำ หรือยกของหนักด้วยการก้มหลังแทนการย่อเข่า เป็นพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อกระดูกสันหลังโดยตรง ยิ่งหากต้องยกของหนักพร้อมกับบิดลำตัว แรงกดจะถ่ายลงที่หมอนรองกระดูกสันหลัง ทำให้กล้ามเนื้อหลังและเส้นเอ็นทำงานหนักเกินไป ผลที่ตามมาคืออาการเมื่อยล้า ปวดหลังส่วนล่าง และบางรายอาจมีอาการปวดร้าวไปถึงสะโพกหรือก้นกบ

4. การเปลี่ยนแปลงทางสรีระเมื่ออายุมากขึ้น

เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะเสื่อมลงตามธรรมชาติ โดยเฉพาะความสามารถในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ประกอบกับเซลล์ถูกกระทบจากสิ่งแวดล้อมและสารเคมี ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคือ ปริมาณน้ำในเนื้อเยื่อลดลง กล้ามเนื้อมีขนาดเล็กลงและอ่อนแรง ขณะที่ข้อต่อและเส้นเอ็นมีแนวโน้มติดแข็งตึง เคลื่อนไหวไม่คล่องตัวมากเท่าเดิม ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผู้สูงอายุปวดเมื่อยได้ง่ายขึ้น แม้จะเป็นกิจกรรมธรรมดาอย่างเดินนาน ๆ หรือทำงานบ้าน

5. ออกกำลังกายหนักเกินไป

อาการปวดเมื่อยหลังออกกำลังกายสามารถพบได้ทั้งในนักกีฬามือใหม่และผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ โดยมักเริ่มชัดภายใน 12–72 ชั่วโมงหลังออกกำลังกาย สาเหตุเกิดจากกล้ามเนื้อถูกใช้งานหนักและเกิดการฉีกขาดระดับเล็กของเส้นใยกล้ามเนื้อ จึงทำให้รู้สึกตึงและล้า

ปัจจัยที่ทำให้อาการปวดเมื่อยรุนแรงขึ้น ได้แก่

  1.  ขาดความต่อเนื่องในการออกกำลังกาย : การหยุดพักนานและกลับมาฝึกหนักทันทีจะทำให้กล้ามเนื้ออักเสบได้

  2.  ออกกำลังกายในช่วงที่อุณหภูมิสูง : ทำให้ร่างกายทำงานหนักขึ้นและเพิ่มโอกาสปวดกล้ามเนื้อ

  3.  ดื่มน้ำไม่เพียงพอทั้งก่อน ระหว่าง และหลังออกกำลังกาย : การดื่มน้ำไม่เพียงพอจะทำให้เลือดมีความเข้มข้นขึ้น ส่งผลให้เลือดลำเลียงออกซิเจนสู่กล้ามเนื้อได้ยาก ร่างกายจึงต้องทำงานหนักกว่าปกติเพื่อรักษาประสิทธิภาพในการเคลื่อนไหวและระบายความร้อน

  4. ขาดสารอาหารที่จำเป็น : เมื่อร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็น เช่น โปรตีนหรือวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย จะทำให้การฟื้นตัวของกล้ามเนื้อช้าลงและทำให้อาการปวดอยู่นานขึ้น

ปวดเมื่อยหลังเล่นกีฬาระวังเสี่ยงบาดเจ็บไม่รู้ตัว

BRV_SPRAY-JAN-Blog-05-03

นอกเหนือจากการปวดเมื่อยทั่วไป อาการปวดหลังการเล่นกีฬาบางครั้งอาจเป็นสัญญาณของการบาดเจ็บที่ร้ายแรงกว่าที่คิด ซึ่งสามารถแบ่งตามโครงสร้างที่ได้รับผลกระทบได้ดังนี้

1. การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ

เกิดจากเส้นใยกล้ามเนื้อถูกยืดเหยียดมากเกินไปจนฉีกขาด ทำให้มีเลือดคั่งและเกิดอาการปวดตึงรุนแรง มักพบในกล้ามเนื้อที่ใช้งานหนักเป็นประจำ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อขา ซึ่งความรุนแรงของอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้

BRV_SPRAY-JAN-Blog-05-04
  • ระดับเริ่มต้น (Grade 1) : เป็นการบาดเจ็บที่มีการฉีกขาดของเส้นใยกล้ามเนื้อ (Muscle Fiber)  เพียงเล็กน้อย ทำให้เกิดอาการปวดเฉพาะบริเวณที่บาดเจ็บ แต่จะไม่มีรอยเขียวช้ำปรากฏให้เห็น หากมีการยืดกล้ามเนื้อเพิ่มเติมก็จะทำให้อาการปวดรุนแรงขึ้นไปอีก

  • ระดับกลาง (Grade 2) : กล้ามเนื้อจะมีการฉีกขาดในสัดส่วนที่มากขึ้น คือ ไม่เกิน 50% ของความหนาแน่น ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดมากจนไม่สามารถลุกขึ้นเดินต่อไปได้เอง และจะสามารถสังเกตเห็นรอยบุ๋มจากการฉีกขาด หรือมีรอยเขียวช้ำตามผิวหนังปรากฏขึ้นหลังจาก 2-3 วัน โดยเฉลี่ยแล้วใช้เวลาประมาณ 6-12 สัปดาห์ในการฟื้นตัว

  • ระดับรุนแรง (Grade 3) : เป็นระดับการฉีกขาดที่รุนแรงที่สุด โดยมีการฉีกขาดมากกว่า 50% ซึ่งจะเห็นรอยบุ๋มที่ชัดเจน ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะมีอาการปวดมากจนไม่สามารถลุกขึ้นเดินต่อไปได้ และต้องใช้ระยะเวลาในการรักษาเฉลี่ยยาวนานถึง 3-12 เดือนกว่าจะหายดี

2. การบาดเจ็บของเส้นเอ็น

BRV_SPRAY-JAN-Blog-05-05

การบาดเจ็บของเส้นเอ็นจะเกิดจากการใช้เส้นเอ็นหนักเกินไป หรือได้รับบาดเจ็บในที่เดิมซ้ำ ๆ จนเกิดการอักเสบทำให้ปวด กดแล้วมีอาการเจ็บบริเวณเส้นเอ็น ซึ่งมักจะเกิดได้จากการทำงานที่ต้องมีการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อซ้ำ ๆ การเล่นกีฬา การนั่งทำงานผิดท่า รวมถึงอายุที่มากขึ้นร่วมด้วย 

อาการของเส้นเอ็นอักเสบ จะแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ

  • ระดับไม่รุนแรง : ยังสามารถขยับได้บ้าง แพทย์มักแนะนำให้พักร่างกาย ลดการเคลื่อนไหว และดูแลด้วยการประคบร้อนหรือเย็นร่วมกับยาในบางกรณี หากมีอาการอักเสบมากอาจใส่เฝือกอ่อนเพื่อจำกัดการเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นพื้นฐานของการแก้ปวดเมื่อยในช่วงแรก

  • ระดับรุนแรง : มักเกิดจากอุบัติเหตุหรือการอักเสบต่อเนื่อง พักมา 2 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น ปวดมาก บวมมาก ลงน้ำหนักไม่ได้ เสี่ยงเส้นเอ็นฉีกขาด จำเป็นต้องตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม และบางรายอาจพิจารณาผ่าตัดส่องกล้องเพื่อซ่อมแซมเส้นเอ็นที่ฉีกขาด (Arthroscopic Surgery)

3. การบาดเจ็บของกระดูก

BRV_SPRAY-JAN-Blog-05-06

อาการบาดเจ็บที่กระดูกมักแบ่งออกเป็น 2 กรณีหลัก ๆ คือ 

  • กระดูกร้าว (Stress Fracture) : กระดูกร้าวส่วนใหญ่จะมีสาเหตุมาจากการกระแทกหรือการใช้งานที่ผิดปกติ เช่น การล้ม กระแทก หรือถูกกระแทกอย่างแรง อุบัติเหตุจากการเล่นกีฬา รวมถึงการออกกำลังกายที่หักโหมเกินไป ทำให้กระดูกใช้งานหนัก นอกจากนี้อาจเกิดได้จากการเป็นโรค คือโรคกระดูกพรุนร่วมด้วย ส่งผลให้กระดูกส่วนนั้นเกิดการหักร้าวเล็ก ๆ ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า หรือจากการเอกซเรย์กระดูกธรรมดา

  • กระดูกหัก (Bone Fracture) : เกิดจากแรงกระแทกอย่างรุนแรงจนกระดูกรองรับไม่ไหว เช่น อุบัติเหตุรถยนต์ หกล้ม หรือถูกกระแทก ถือเป็นภาวะที่ควรพบแพทย์โดยเร็ว ไม่ควรพยายามแก้ปวดเมื่อยเอง เพราะเสี่ยงต่อการเคลื่อนตัวผิดตำแหน่งและอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้

ปวดเมื่อยแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์

BRV_SPRAY-JAN-Blog-05-07

โดยทั่วไปแล้ว อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อที่ไม่รุนแรง เช่น อาการล้าจากออฟฟิศซินโดรม สามารถฟื้นฟูและดีขึ้นได้เองภายใน 1–2 สัปดาห์ด้วยการพักผ่อนและการดูแลเบื้องต้น แต่หากอาการไม่ดีขึ้นหรือมีแนวโน้มแย่ลงเรื่อย ๆ อาจเป็นสัญญาณที่การแก้ปวดเมื่อยด้วยตัวเองไม่เพียงพอ และควรพิจารณาพบแพทย์เพื่อป้องกันการลุกลาม

จุดสังเกตที่ควรระวัง ได้แก่

  1. ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อที่บริเวณหนึ่งอย่างต่อเนื่องนานกว่า 1 เดือน

  2. คลำเจอก้อนปูดในจุดที่ปวด กดแล้วเจ็บ แสดงถึงอาการกล้ามเนื้ออักเสบ

  3. อาการปวดเมื่อยลุกลามไปยังส่วนอื่น ๆ เช่น ปวดคอแล้วลามไปที่แขนหรือหลัง

  4. การเคลื่อนไหวติดขัด ขยับร่างกายลำบากผิดปกติ

  5. อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงมีอาการชาร่วมด้วย

หากมีอาการเหล่านี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่ตรงจุด และช่วยให้การแก้ปวดเมื่อยเป็นไปอย่างปลอดภัย ไม่ปล่อยให้อาการลุกลามจนรบกวนชีวิตประจำวันมากกว่าเดิม

แนะนำวิธีแก้ปวดเมื่อยด้วยตัวเองเบื้องต้นจากศิริราชบำรุงเวช

BRV_SPRAY-JAN-Blog-05-08

สำหรับผู้ที่มีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อที่ไม่รุนแรง สามารถดูแลตนเองในเบื้องต้นได้ด้วยการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต และเรียนรู้วิธีแก้ปวดเมื่อยด้วยตนเองอย่างถูกต้อง เพื่อช่วยลดการอักเสบ ลดความตึงของกล้ามเนื้อ และส่งเสริมให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น โดยคำแนะนำจากศิริราชบำรุงเวชต่อไปนี้เป็นแนวทางที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

1. ปรับปรุงท่าทางการยกของหนัก

การยกของอย่างถูกต้องช่วยลดภาระกล้ามเนื้อหลังและลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของกระดูกสันหลัง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ปวดหลังและแก้ปวดเมื่อยในระยะยาว โดยมีขั้นตอนดังนี้

ท่าเตรียมตัว :

  • ยืนให้ชิดวัตถุมากที่สุด

  • วางเท้าข้างหนึ่งอยู่ข้างวัตถุ และอีกข้างเยื้องไปด้านหลังเล็กน้อยเพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย

  • ย่อเข่าลงโดยรักษาระดับลำตัวให้ตรง เพื่อให้น้ำหนักกระจายตัวสู่หมอนรองกระดูกสันหลังอย่างสม่ำเสมอ

BRV_SPRAY-JAN-Blog-05-02

การจับและยกวัตถุ :

  • ใช้มือจับวัตถุให้มั่นคง

  • พยายามดึงวัตถุให้ชิดลำตัวมากที่สุด ซึ่งจะช่วยถ่ายเทน้ำหนักไปยังต้นขา

  • ตั้งศีรษะให้เป็นแนวเดียวกับกระดูกสันหลัง

  • ค่อย ๆ ยืดลำตัวขึ้นช้า ๆ โดยใช้แรงจากกล้ามเนื้อขาดันตัวขึ้น

การยกของด้วยวิธีนี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อหลังออกแรงน้อยที่สุดและปลอดภัยต่อกระดูกสันหลัง

2. เสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงและยืดหยุ่น

กล้ามเนื้อที่แข็งแรงและยืดหยุ่นจะสามารถรองรับแรงกระแทกและแรงกดจากการใช้งานในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น ดังนั้นจึงควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยปฏิบัติดังนี้

ความถี่ในการออกกำลังกาย :

  • ในทุก ๆ สัปดาห์ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง

ก่อนออกกำลังกาย :

  • วอร์มอัปก่อนออกกำลังกาย เป็นเวลาอย่างน้อย 5-10 นาที เพื่อเพิ่มอุณหภูมิของกล้ามเนื้อและเตรียมข้อต่อให้พร้อมสำหรับการใช้งาน

หลังออกกำลังกาย :

  • คลายกล้ามเนื้อประมาณ 5-10 นาที พร้อมกับยืดกล้ามเนื้อทุกครั้ง เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึงตัวจากการออกกำลังกายและลดอาการปวดเมื่อย

3. พักผ่อนและหลีกเลี่ยงความเครียด

การนอนหลับคือช่วงเวลาที่ร่างกายฟื้นฟูกล้ามเนื้อได้ดีที่สุด หากนอนหลับไม่พอ กล้ามเนื้อจะซ่อมแซมช้าลงและทำให้ปวดเมื่อยง่ายขึ้น ดังนั้นแนวทางที่ควรทำ ได้แก่

  • ปรับเวลาเข้านอนและตื่นในแต่ละวันให้เป็นช่วงเดียวกันเพื่อให้ร่างกายมีความคุ้นเคย

  • หลีกเลี่ยงการนอนพักกลางวัน หากง่วงให้เปลี่ยนเป็นการลุกเดินหรือรับแสงแดด 10-15 นาที

  • หลีกเลี่ยงหรืองดการรับประทานคาเฟอีน ในช่วงบ่ายและก่อนเข้านอน

  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสจัด หรือการรับประทานอาหารในปริมาณมากก่อนเข้านอน

  • ไม่ควรออกกำลังกายหนักเกินไปในช่วงก่อนเข้านอน

  • ปิดไฟรวมถึงหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ก่อนเข้านอนประมาณ 30 นาที

  • ทำกิจกรรมที่ผ่อนคลายก่อนเข้านอน เช่น การนั่งสมาธิ หรืออาบน้ำอุ่นให้สบายตัวก่อนเข้านอน

4. การนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อ

หากอาการปวดเมื่อยไม่รุนแรงมาก ให้ลองคลำหาจุดที่รู้สึกเจ็บปวด จากนั้นให้ใช้ยานวดหรือสเปรย์นวด นำมาฉีดในบริเวณที่รู้สึกปวด จากนั้นนวดเบา ๆ ให้ยาซึมเข้าผิวหนัง ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ดี และหากทำการยืดกล้ามเนื้อร่วมด้วยจะช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น

5. เทคนิคการประคบร้อนหรือประคบเย็นบรรเทาอาการ

การใช้ความร้อนและความเย็นเป็นเทคนิคที่ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อได้อย่างดีเยี่ยม แต่ทั้งสองแบบนี้มีวัตถุประสงค์และการใช้งานที่แตกต่างกัน

  1. การประคบร้อน (Hot Pack)

BRV_SPRAY-JAN-Blog-05-09

การประคบร้อนจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและคลายกล้ามเนื้อที่ตึงตัว 

  • ต้องใช้เมื่อไร ?

ใช้เมื่ออาการปวดหรือบาดเจ็บผ่านไปแล้วเป็นเวลา 48-72 ชั่วโมงหรือหลังจากที่ไม่มีอาการ บวม แดง ร้อน บริเวณที่บาดเจ็บ

  • เหมาะที่จะใช้กับอาการแบบไหน ?

    • อาการปวดหรืออักเสบเรื้อรัง

    • อาการปวดตึงกล้ามเนื้อ เอ็น หรือข้อติด เช่น คอ บ่า ไหล่

    • อาการออฟฟิศซินโดรม

  • วิธีใช้การประคบร้อน : ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นหรือใช้ถุงประคบร้อนวางบนบริเวณที่มีอาการปวด ประมาณ 15-20 นาที แต่ไม่ควรใช้ความร้อนที่สูงเกินไปหรือประคบเป็นเวลานาน เนื่องจากอาจทำให้ผิวหนังเสียหายได้

  1. การประคบเย็น (Cold Pack)

BRV_SPRAY-JAN-Blog-05-10

การประคบเย็นจะทำให้เส้นเลือดหดตัว ช่วยลดการไหลเวียนของเลือดทำให้อาการปวดกล้ามเนื้อ ข้อ และเอ็นอักเสบน้อยลง

  • ต้องใช้เมื่อไร ?

ใช้ทันทีหลังเกิดอาการบาดเจ็บภายใน 24-48 ชั่วโมง หรือเมื่อมีอาการ

  • เหมาะที่จะใช้กับอาการแบบไหน ?

    • อาการบาดเจ็บเฉียบพลันที่มีการ ปวด บวม แดง ร่วมด้วย

    • รอยฟกช้ำจากการกระแทก

    • ข้อเท้าพลิก หรือบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา

  • วิธีใช้การประคบเย็น : ใช้ถุงน้ำแข็งหรือเจลประคบเย็นวางบนบริเวณที่มีอาการปวด ประมาณ 15-20 นาที และไม่ควรประคบเย็นโดยตรงบนผิวหนัง ควรใช้ผ้าห่อหุ้มก่อนเพื่อป้องกันการระคายเคืองผิวหนัง

สรุป : ปวดเมื่อยฟื้นฟูได้ หากรู้เทคนิคและสังเกตอาการให้เป็น

อาการปวดเมื่อยที่เกิดจากการทำงานหนัก ความเครียด การยกของผิดสรีระ อายุที่มากขึ้น หรือการออกกำลังกายหนักเกินไป ล้วนเป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังบอกให้คุณ “ปรับพฤติกรรม” โดยเร็ว แม้บางปัจจัยเราอาจควบคุมไม่ได้ทั้งหมด แต่การปรับท่าทาง การพักผ่อนให้เพียงพอ และการฟื้นฟูกล้ามเนื้อให้ถูกวิธี จะช่วยลดโอกาสเกิดอาการบาดเจ็บรุนแรงและช่วยให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงได้ไวขึ้น

สามารถดูรายละเอียดผลิตภัณฑ์ของศิริราชบำรุงเวชเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.sirirajbrv.com

Facebook : Sirirajbumrungvej

หรือโทรศัพท์สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : 096-893-0062

แชร์: