เอวเคล็ด ปวดจี๊ดทุกครั้งที่ขยับ แบบนี้อันตรายไหม ?

ระยะเวลา : 7 นาที
ก้ม ๆ เงย ๆ จนเอวเคล็ดเจ็บจี๊ดขึ้นมา หรือชะล่าใจไม่คลายกล้ามเนื้อหลังออกกำลังจนปวดเอว นี่คือสัญญาณของอาการบาดเจ็บบริเวณหลังที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหลายครั้งที่คนมักจะคิดว่าอาการเอวเคล็ดเป็นเดี๋ยวเดียวก็หาย เมื่อไม่ได้ดูแลอย่างถูกต้องเอวเคล็ดก็กลายเป็นอาการปวดร้าวลงขา ชา หรืออาจอันตรายจนถึงเดินไม่ได้ และยังเป็นบริเวณที่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงในการรักษาอีกด้วย
มาเข้าใจอันตรายของอาการเอวเคล็ด วิธีดูแล และป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายอีกในอนาคต
เอวเคล็ดเกิดจากอะไร ?
กล้ามเนื้อบริเวณหลังส่วนล่างเป็นบริเวณที่จะถูกใช้งานเมื่อเราเดิน นั่ง หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ นอกจากนี้ยังเป็นบริเวณที่มีข้อต่อเยอะ ทำให้เมื่อใช้งานหนักอาจทำให้กล้ามเนื้ออักเสบหรือบาดเจ็บจากข้อต่อเสียดสีกันได้ อาการเอวเคล็ดนั้นสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ :
การใช้งานกล้ามเนื้อหนัก - เมื่อออกกำลังกายหนักเป็นประจำ หรือทำงานที่ต้องใช้กล้ามเนื้อหลังล่างหนัก ทำให้เอวเคล็ดได้
การนั่งหรือยืนผิดท่า - ท่าทางในการนั่งทำงานหรือท่ายืนที่ผิดสรีระเป็นเวลานาน ๆ ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งจนอาจกลายเป็นอาการอักเสบได้
ร่างกายเริ่มเสื่อมตามอายุ - เมื่ออายุมากขึ้น การทำงานของร่างกายก็เสื่อมลงตามอายุเช่นกัน ทำให้อาการเอวเคล็ดสามารถเกิดจากกระดูกสันหลังเสื่อมหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้
ยกของหนักหรือยกของผิดท่า - ส่งผลให้กล้ามเนื้อบริเวณหลังทำงานหนักมากกว่าปกติจนอักเสบ
ลืมวอร์มร่างกายและคลายกล้ามเนื้อตอนออกกำลังกาย - หลายคนมักไม่วอร์มอัปและวอร์มดาวน์ตอนออกกำลังกาย ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการเพิ่มความยืดหยุ่นกล้ามเนื้อ หากไม่ทำอาจเสี่ยงต่อกล้ามเนื้อฉีกขาดหรืออักเสบได้
ปวดร้าวลงขาแบบไหนควรพบแพทย์ด่วน

บริเวณหลังส่วนล่างอยู่ตำแหน่งใกล้กับเส้นประสาทที่แตกออกมาจากไขสันหลัง เมื่อบาดเจ็บก็อาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน หรือสามารถหมายถึงปัญหาหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท หรือการติดเชื้อของระบบประสาทได้ ทำให้อาการเอวเคล็ดหรืออาการปวดหลังส่วนล่างเป็นสัญญาณสำคัญที่คุณควรใส่ใจ โดยหากมีอาการดังนี้ควรเข้าพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย
ปวดหลังร้าวลงขา
ปวดหลังส่วนล่างอย่างรุนแรงจนไม่สามารถนอนหลับได้
กล้ามเนื้อขาอ่อนแรงเฉียบพลัน จนเดินเซหรือทรงตัวไม่อยู่
ไม่สามารถควบคุมอุจจาระหรือปัสสาวะได้
วิธีดูแลอาการเอวเคล็ดแบบเร่งด่วน
ในรายที่มีอาการปวดมากจากระบบประสาทอักเสบและเข้าพบแพทย์ อาจใช้การฉีดยาเข้าโพรงประสาทเพื่อลดอาการอักเสบ
ปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์เพื่อรับยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล ยาลดอักเสบกลุ่ม NSAIDs หรือยาคลายกล้ามเนื้อ เพื่อบรรเทาอาการ
ในช่วงที่มีอาการเอวเคล็ด ควรพักผ่อนร่างกาย ลดการเคลื่อนไหว เพื่อป้องกันไม่ให้บาดเจ็บเพิ่มเติม
ในขณะที่ทำงานควรหาเวลาพักผ่อน เอนหลัง หรือยืดกล้ามเนื้อเล็กน้อยในระหว่างวันหรือทุก ๆ 1 ชั่วโมง เพื่อให้กล้ามเนื้อหลังได้ยืดคลาย
หลังจากดูแลอาการบาดเจ็บตาม 4 ข้อข้างบน อาการเอวเคล็ดจะค่อย ๆ บรรเทาลงและหายไปในระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ โดยหากอาการยังไม่ดีขึ้น หรือปวดหนักกว่าเดิม อาจเป็นอาการปวดหลังเรื้อรังที่ต้องเข้าพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง
5 วิธีป้องกันไม่ให้กลับมาเอวเคล็ด

เราจะเห็นได้ว่าอาการเอวเคล็ดสามารถเกิดได้จากพฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การใช้งานกล้ามเนื้ออย่างหนัก การยกของผิดท่า ไปจนถึงการไม่คลายกล้ามเนื้อก่อนออกกำลัง ดังนั้นเราสามารถป้องกันได้ด้วยการปรับท่าทางและเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับกล้ามเนื้อ
ในช่วงแรกที่เพิ่งหายจากอาการเอวเคล็ดควรออกกำลังกายเบา ๆ เช่น ว่ายน้ำ หรือออกกำลังกายในสระน้ำอุ่น
หลังจากหายดีแล้วควรเพิ่มความแข็งแรงด้วย Body Weight ที่เน้นเสริมความแข็งแรงให้กับหลังและแกนกลางลำตัว เช่น Plank, Dead Bug หรือ Bridging
ปรับท่าทางเวลาต้องยกของหนัก โดยควรขยับตัวใกล้สิ่งของ แยกเท้าทรงตัวให้มั่นคง ย่อตัวลงให้หลังเหยียดตรง เกร็งหน้าท้องแล้วยกของขึ้นชิดลำตัว ให้กล้ามเนื้อขารับน้ำหนัก ลดความเสี่ยงที่จะเอวเคล็ด
จัดอุปกรณ์สนับสนุนการทำงานอย่างเหมาะสม เช่น เก้าอี้ที่สามารถช่วยลดอาการปวดเอว หรือโต๊ะทำงานที่สูงในระดับที่เพียงพอ
ใช้อุปกรณ์ที่ช่วยประคองเอว เช่น เข็มขัดรัดเอว เข็มขัดคล้องเอว รวมถึงเลือกที่นอนให้เหมาะกับสรีระของหลัง
นอกจากนี้การฝึกบริหารกล้ามเนื้อส่วนหลังล่างเป็นประจำคือสิ่งสำคัญ เพื่อให้กล้ามเนื้อเรามีความยืดหยุ่นและแข็งแรง จะช่วยลดปัญหาเอวเคล็ดในอนาคตได้ โดยควรฝึกทำทุกวัน ไม่ใช่ทำเพียงวันที่รู้สึกปวดหลังเท่านั้น มารู้จัก 5 ท่าบริหารพิชิตอาการเอวเคล็ด
5 ท่าบริหารพิชิตอาการเอวเคล็ด
ท่าที่ 1

นอนหงายแล้วกางแขนไปด้านข้าง
งอเข่าขึ้นทั้ง 2 ข้าง บิดไปด้านข้างโดยให้หน้ามองตรง
ยืดข้างไว้ 20 วินาที แล้วกลับมาในท่านอนหงาย
ทำซ้ำและสลับข้าง 3 - 5 ครั้ง
ท่าที่ 2

นอนหงายแล้วกางแขนออกด้านข้าง
ชันเข่าข้างซ้ายขึ้นแล้ววางพาดตัวไปทางด้านขวา
ยืดข้างไว้ 20 วินาที แล้วกลับมาที่ท่านอนหงาย
ทำซ้ำและสลับข้าง 3 - 5 ครั้ง
ท่าที่ 3

นั่งขัดสมาธิโดยยกขาขวาให้พาดสูงไปเหนือต้นขาซ้าย
พาดมือซ้ายบนหน้าขาขวา ยันมือขวาไปด้านหลัง
บิดตัวไปทางด้านซ้าย
ยืดข้างไว้ 20 วินาที แล้วหันกลับมาท่านั่งขัดสมาธิธรรมดา
ทำซ้ำและสลับข้าง 3 - 5 ครั้ง
ท่าที่ 4

นั่งท่าขัดสมาธิโดยให้ไขว้เข่าไว้ ให้ขาซ้ายอยู่ด้านบน
ชูมือข้างซ้ายขึ้น ใช้มือข้างขวายันพื้น
เอียงตัวไปทางด้านขวา ค้างไว้ 20 วินาที
ทำซ้ำและสลับข้าง 3 - 5 ครั้ง
ท่าที่ 5

คุกเข่าท่าเทพธิดา ประสานมือแล้วชูขึ้นเหนือหัว
วางมือลงไปด้านหน้าพร้อมโน้มตัวลงตามมือ โดยเฉียงไปด้านซ้ายเล็กน้อย
ยืดข้างไว้ 20 วินาที แล้วยืดตัวกลับมาท่าเดิม
ทำซ้ำและสลับข้าง 3 - 5 ครั้ง
สรุป : หากคุณปวดหลังล่างหรือเอวเคล็ดเป็นประจำ ควรรีบดูแลก่อนจะกลายเป็นอาการปวดเรื้อรัง เริ่มต้นได้จากเรื่องเล็ก ๆ อย่างยอมให้กล้ามเนื้อได้พักผ่อน ยืดคลายกล้ามเนื้อได้ถูกจุดด้วยท่าบริหาร พร้อมใส่ใจท่าทางในชีวิตประจำวัน เพียงเท่านี้ก็จะช่วยดูแลหลัง ลดความเสี่ยงอาการเอวเคล็ดได้
เพราะสุขภาพหลังที่แข็งแรง เริ่มต้นได้จาก “การดูแลเล็ก ๆ ในทุกวัน” ของคุณเอง ด้วยความห่วงใยจากศิริราชบำรุงเวช
สามารถดูรายละเอียดผลิตภัณฑ์ของศิริราชบำรุงเวชเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.sirirajbrv.com
Facebook : Sirirajbumrungvej
หรือโทรศัพท์สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : 096-893-0062