สเปรย์บรรเทาอาการปวด แบบร้อนและเย็น เลือกยังไงให้ตอบโจทย์ ?

ระยะเวลา : 10 นาที
เคยไหม… หลังนั่งทำงานหน้าคอมทั้งวัน หรือเพิ่งกลับจากการออกกำลังกาย แล้วรู้สึกปวดตึงบริเวณคอ บ่า ไหล่ หรือกล้ามเนื้อตามร่างกาย หลายคนอาจคุ้นเคยกับการใช้ครีมนวดแก้ปวดเพื่อช่วยผ่อนคลายอาการ แต่ด้วยความที่เนื้อครีมค่อนข้างเหนียวและใช้งานไม่สะดวก ทำให้ปัจจุบัน สเปรย์บรรเทาอาการปวด กลายเป็นอีกหนึ่งไอเทมยอดนิยม เพราะใช้งานง่าย พกพาสะดวก และซึมไวกว่า
แต่หลายคนอาจยังสงสัยว่า สเปรย์สูตรร้อนกับสูตรเย็นต่างกันอย่างไร และอาการแบบไหนควรเลือกใช้สูตรใด บทความนี้ ศิริราชบำรุงเวชจะพาคุณไปทำความเข้าใจความแตกต่างของสเปรย์บรรเทาอาการปวดทั้ง 2 แบบ เพื่อช่วยให้เลือกใช้ได้เหมาะกับอาการมากขึ้น
Highlight
สเปรย์บรรเทาอาการปวดสูตรเย็น เหมาะสำหรับอาการบาดเจ็บเฉียบพลันภายใน 48 ชั่วโมงแรก เช่น ข้อเท้าพลิก ฟกช้ำ หรืออาการบวมจากการกระแทก เพราะความเย็นช่วยลดบวมและลดการอักเสบ
สเปรย์บรรเทาอาการปวดสูตรร้อน เหมาะกับอาการปวดตึงเรื้อรัง ออฟฟิศซินโดรม หรือกล้ามเนื้อล้าจากการใช้งานหนัก เพราะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
สเปรย์บรรเทาอาการปวดมีจุดเด่นคือ ซึมไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ และพ่นเข้าถึงจุดที่ปวดได้สะดวกกว่าครีมหรือยานวดทั่วไป
อาการแสบหลังฉีดสเปรย์ อาจเกิดจากสารสกัดจากพริก หรือแคปไซซิน (Capsaicin) ซึ่งเป็นสารที่ให้ความร้อน หรืออาจเป็นสัญญาณของอาการแพ้ หากมีผื่นแดง บวม หรือคันร่วมด้วย ควรหยุดใช้ทันที
เพื่อให้ใช้งานได้อย่างปลอดภัย ควรเขย่าขวดก่อนใช้ ถือสเปรย์ห่างจากผิวประมาณ 10–15 เซนติเมตร และหลีกเลี่ยงการฉีดบริเวณที่มีบาดแผลหรือรอยถลอก
ทำความรู้จักสเปรย์บรรเทาอาการปวด และกลไกการออกฤทธิ์

สเปรย์บรรเทาอาการปวด คือผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ภายนอกในรูปแบบสเปรย์พ่น ที่ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อจากออฟฟิศซินโดรม การนั่งทำงานนาน ๆ หรืออาการปวดคอ บ่า ไหล่ มีให้เลือกทั้งสูตรร้อนและสูตรเย็น ด้วยเนื้อตัวยาที่มีโมเลกุลขนาดเล็ก จึงซึมเข้าสู่ผิวได้รวดเร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะ และสามารถพ่นเข้าถึงจุดที่เอื้อมได้ยาก ช่วยให้ใช้งานได้สะดวกกว่าครีมทาแก้ปวดทั่วไป
สเปรย์บรรเทาอาการปวด ช่วยลดอาการปวดได้อย่างไร ?
สเปรย์บรรเทาอาการปวดแต่ละยี่ห้อจะมีกลไกการออกฤทธิ์ที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับตัวยาและส่วนผสมบางประเภท ซึ่งมีกลไกลการทำงานดังนี้
1. ลดการรับรู้ความเจ็บปวด
เมื่อฉีดสเปรย์เข้าไปแล้ว ร่างกายจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกร้อนหรือเย็นมาทดแทนอาการปวดจริง
สเปรย์บรรเทาอาการปวดสูตรร้อน : ความร้อนจะกระตุ้นให้เซลล์หลั่งสาร เช่น ไนตริกออกไซด์ (Nitric Oxide) ส่งผลให้หลอดเลือดขยายตัวและเพิ่มการไหลเวียนเลือด
สเปรย์บรรเทาอาการปวดสูตรเย็น : ความเย็นจะไปยับยั้งการหลั่งสารอักเสบ เช่น พรอสตาแกลนดิน (Prostaglandins) ทำให้หลอดเลือดหดตัวและลดอาการบวม เมื่อสเปรย์ส่งความรู้สึกร้อนหรือเย็นที่รุนแรงกว่าเข้าไป สมองจะยุ่งอยู่กับการประมวลผลความร้อน/เย็นนั้น จนแทบไม่ได้ยินหรือรับสัญญาณความเจ็บปวดที่ส่งมาจากกล้ามเนื้อ คุณจึงรู้สึกร้อนหรือเย็นมาแทนที่อาการปวดทันที
2. การลดการอักเสบ
สเปรย์บรรเทาอาการปวดบางชนิด มีส่วนผสมของยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Topical NSAIDs) อย่างเช่น ไดโคฟีแนค หรือ ไอบูโพรเฟน สารเหล่านี้เมื่อฉีดพ่นไปบนผิว ตัวยาจะซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่เนื้อเยื่อที่อักเสบได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นไปยับยั้งเอนไซม์ที่ก่อให้เกิดการอักเสบ ช่วยบรรเทาอาการปวดได้ตรงจุด
3. การทำให้รู้สึกชาเฉพาะที่
เป็นกลไกที่ปิดกั้นการทำงานของเส้นประสาท ส่งผลให้สามารถบรรเทาอาการปวดได้ทันที เนื่องจากสัญญาณความเจ็บไม่สามารถเดินทางไปถึงสมอง ซึ่งมักเกิดจากส่วนผสมของลิโดเคน เบนโซเคน ทั้งนี้ควรอ่านคำเตือนและข้อควรระวังก่อนใช้ เนื่องจากยาบางชนิดอาจส่งผลข้างเคียง เช่น หัวใจเต้นเร็ว วิงเวียนศีรษะ หรือส่งผลต่อระบบหัวใจและความดันโลหิตได้ในบางกรณี
4. การขยายหลอดเลือด
สเปรย์บรรเทาอาการปวดบางสูตรมีส่วนผสมของเมทิลซาลิไซเลต (สารสกัดจากน้ำมันระกำ) ซึ่งเมื่อฉีดลงบนผิวหนัง จะให้ความรู้สึกร้อน ช่วยขยายหลอดเลือด เลือดไหลเวียนดีขึ้น และลดอาการตึงของเส้นเอ็น
การใช้งานสเปรย์แบบเย็นและแบบร้อนต่างกันอย่างไร ?

ผู้ที่ชอบออกกำลังกาย รวมถึงผู้ที่มีอาการออฟฟิศซินโดรมหรือปวดเมื่อยคอ บ่า ไหล่ มักนิยมเลือกซื้อสเปรย์บรรเทาอาการปวดมาใช้ด้วยตัวเอง แต่เคยสงสัยหรือไม่ว่า อาการแบบไหนควรเลือกใช้สเปรย์สูตรร้อน และอาการแบบไหนเหมาะกับสูตรเย็น
1. สเปรย์บรรเทาอาการปวดสูตรเย็น
มักมีส่วนผสมของเมนทอล การบูร หรือไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ ซึ่งมีกลไกทำให้เส้นเลือดหดตัว และลดความเร็วการนำกระแสประสาท มีคุณสมบัติในการช่วยลดอาการอักเสบ ปวด บวม จากอุบัติเหตุแบบฉับพลัน
เหมาะสำหรับ: อาการข้อเท้าพลิก ข้อเท้าแพลง หรือได้รับแรงกระแทกจากการเล่นกีฬา ดังนั้นจึงเป็นสเปรย์บรรเทาปวดที่นักกีฬาควรมีติดกระเป๋า รวมถึงผู้ที่มีอาการตะคริวด้วย
2. สเปรย์บรรเทาอาการปวดสูตรร้อน
เป็นสูตรที่สามารถผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี ทำให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้นและลดการสะสมของกรดแลกติก ที่เกิดขึ้นหลังจากการทำงานหนัก หรือการอยู่กับท่าเดิมเป็นเวลานาน เน้นบรรเทาอาการปวดแบบเรื้อรัง
เหมาะสำหรับ: อาการปวดเพราะออฟฟิศซินโดรม กล้ามเนื้อตึง เส้นตึง หรือใช้สำหรับการอุ่นเครื่องก่อนทำกิจกรรมหนัก จึงเป็นสเปรย์บรรเทาอาการปวดเส้นที่ตอบโจทย์คนวัยทำงานมาก ๆ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราจะเลือกสูตรได้ถูกต้องตามอาการ แต่สิ่งหนึ่งที่อาจพบเจอได้บ่อยคือ อาการแพ้ เพราะร่างกายแต่ละคนมีการตอบสนองที่แตกต่างกัน การสังเกตความผิดปกติของร่างกายหลังใช้ จึงเป็นเรื่องที่ต้องสังเกตควบคู่กันไปด้วย ลองมาเช็กดูว่าอาการแบบไหนที่เรียกว่าแพ้บ้าง เพื่อให้คุณใช้สเปรย์บรรเทาอาการปวดได้อย่างสบายใจ
ทำไมฉีดสเปรย์แก้ปวดแล้วแสบและต้องรับมืออย่างไร ?
อาการแสบระคายเคืองจากการใช้สเปรย์บรรเทาปวด สามารถเกิดได้จาก 2 สาเหตุหลัก ดังนี้
1. อาการแพ้ยา (กรณีรุนแรง)
หากคุณมีประวัติแพ้ยากลุ่ม Non-steroidal Anti-inflammatory Drugs (NSAIDs) เช่น ไดโคลฟีแนค (Diclofenac), อินโดเมทาซิน (Indomethacin) หรือ ไพร็อกซิแคม (Piroxicam) การใช้สเปรย์ที่มีส่วนผสมเหล่านี้อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ โดยสังเกตอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นทั่วร่างกายหรือบริเวณที่ฉีด ดังนี้
มีผื่นแดง คัน หรือผิวหนังบวมแดง
ปากบวม ตาบวม
แน่นหน้าอก หรือหายใจไม่ออก
2. อาการระคายเคืองเฉพาะจุด (จากฤทธิ์ของตัวยา)
สำหรับสเปรย์ที่มีสารสกัดจากพริกหรือแคปไซซิน (Capsaicin) ซึ่งมีฤทธิ์ให้ความร้อนสูง ไม่ควรถูนวดบริเวณที่ฉีดแรง ๆ เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้สารแคปไซซินออกฤทธิ์ร้อนและระคายเคืองผิวหนังมากขึ้น คำแนะนำคือให้พ่นทิ้งไว้ตามธรรมชาติเท่านั้น
เมื่อเกิดอาการแพ้ ควรทำอย่างไร ?
หากพบสัญญาณของการแพ้ยา เช่น หายใจไม่ออก ปากบวม หรือผื่นคันรุนแรง ให้หยุดใช้ยาทันที ทั้งชนิดพ่น หรือ ทา และควรนำตัวยาที่สงสัยไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลโดยด่วน เพื่อให้แพทย์ประเมินและวินิจฉัยสาเหตุที่ถูกต้องต่อไป
วิธีใช้สเปรย์บรรเทาอาการปวดให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัย
แม้สเปรย์บรรเทาอาการปวดจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานง่ายและสะดวก แต่การใช้ให้ถูกวิธีก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อช่วยให้ยาออกฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงต่อการระคายเคืองผิว โดยมีวิธีใช้งานเบื้องต้น ดังนี้

1. เขย่าก่อนใช้งานทุกครั้ง เพื่อให้ตัวยากระจายตัวอย่างทั่วถึง
2. ถือขวดสเปรย์พ่นห่างจากผิวหนัง 10 - 15 เซนติเมตร เพื่อป้องกันการระคายเคือง สำหรับผู้ที่มีผิวบอบบาง
3. ฉีดสเปรย์ลงไปประมาณ 2-3 ครั้ง ในบริเวณที่ปวด
4. หากมีอาการปวดให้นวดคลึงเบา ๆ เพื่อให้ตัวยาซึมเข้าผิวหนังไวขึ้น (ยกเว้นสเปรย์ที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากพริก)
Tips เพื่อความปลอดภัย
อ่านฉลากและคำแนะนำบนผลิตภัณฑ์อย่างละเอียดทุกครั้ง เพื่อให้ใช้งานได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย
หลีกเลี่ยงการใช้บริเวณที่มีบาดแผลหรือรอยถลอก เพราะอาจเกิดการติดเชื้อได้
ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังใช้งาน เพื่อป้องกันการเผลอสัมผัสใบหน้าหรือดวงตา
คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้งานเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
สรุป: รับมือกับความปวดเมื่อยอย่างเข้าใจ ให้พร้อมลุยทุกกิจกรรม
การเลือกสเปรย์บรรเทาอาการปวดให้ได้ผลดี เริ่มต้นจากการสังเกตและเข้าใจอาการของตัวเอง ว่าบาดเจ็บในระยะเฉียบพลันหรือเป็นอาการปวดเมื่อยเรื้อรัง เพื่อให้คุณเลือกใช้สูตรร้อนหรือเย็นได้อย่างเหมาะสมและแก้ปัญหาได้ตรงจุดที่สุด
นอกจากนี้ การเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน น่าเชื่อถือ ตลอดจนการปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากอย่างเคร่งครัด คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้คุณกลับมาขยับร่างกายได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยในทุกๆ วัน
สามารถดูรายละเอียดผลิตภัณฑ์ของศิริราชบำรุงเวชเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.sirirajbrv.com
Facebook : Sirirajbumrungvej
หรือโทรศัพท์สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : 096-893-0062