สเปรย์แก้ปวดหลังเลือกอย่างไรให้ดี? พร้อมวิธีรับมือที่คนยุคใหม่ต้องรู้

ระยะเวลา : 11 นาที
“วัยรุ่นปวดหลัง” ประโยคจากอาการยอดฮิตในยุคนี้ที่เชื่อว่าคนทำงานหลายคนเคยเป็นหรือกำลังเป็นอยู่ และในยุคที่เวลาในการไปพบหมอหาได้ยาก ทำให้หลายคนมองหาตัวช่วยอื่น ๆ เช่น สเปรย์แก้ปวดหลัง แต่รู้ไหมทุกวันนี้วัยรุ่นหรือคนอายุน้อยต่างก็ใช้ร่างกายอย่างหนักจนปวดหลังบ่อย ๆ แต่เลือกที่จะปล่อยให้หายเอง สุดท้ายก็กลับมาเป็นวนซ้ำ
บทความนี้ ศิริราชบำรุงเวชจะพาคุณมาทำความเข้าใจและเจาะลึกอาการปวดหลังของคนในยุคนี้ พร้อมเคล็ดลับการเลือกสเปรย์แก้ปวดหลังให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวัน และวิธีดูแลสุขภาพร่างกายและแผ่นหลังให้กลับมาแข็งแรง
Highlight
อาการปวดหลังสามารถเป็นได้ทุกวัย ซึ่งเกิดจากหลากหลายปัจจัยต่างกัน ตั้งแต่ อายุ ท่านั่ง น้ำหนักตัว ไปจนถึงการยกของผิดท่า
สเปรย์แก้ปวดหลัง เหมาะกับคนยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวกและง่าย ไม่เหนียวเหนอะหนะเหมือนครีมนวดนวดปกติ
เลือกสเปรย์สูตรอ่อนโยน กลิ่นไม่ฉุน ซึมไว มีการรับรองจากแพทย์ และผ่านการรับรองจาก อย.
สเปรย์แก้ปวดหลัง เป็นเพียงตัวช่วยบรรเทาเบื้องต้นเท่านั้น หากมีอาการรุนแรง เช่น ชาลงขาหรือกลั้นปัสสาวะไม่ได้ ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว
การปรับท่านั่ง ท่านอน คุมน้ำหนักตัว และออกกำลังกายเป็นประจำ ถือเป็นการป้องกันอาการปวดหลังได้ในระยะยาว
สาเหตุของอาการปวดหลังคืออะไร?

อาการปวดหลัง (Back Pain) คือ ความรู้สึกปวดตึงไม่สบายตัวบริเวณแผ่นหลังของร่างกาย อาการเป็นได้ตั้งแต่โคนคอลงไปจนถึงช่วงเหนือสะโพก อาจลามลงไปถึงก้นและขาทำให้รู้สึกปวดร้าว ชา หรือรุนแรงจนกล้ามเนื้ออ่อนแรง อาการปวดหลังไม่ได้เป็นในกลุ่มผู้สูงอายุอย่างเดียวเท่านั้น ในยุคนี้เราสามารถพบได้มากขึ้นในกลุ่มเด็กและวัยรุ่น ไปจนถึงวัยทำงาน โดยมีสาเหตุของอาการที่ต่างกันออกไปตามช่วงอายุและรูปแบบการใช้ชีวิต ดังนี้
สาเหตุในกลุ่ม “เด็กและวัยรุ่น”
นั่งเรียนนาน ๆ
ตั้งแต่เด็กประถม ไปจนถึงวัยรุ่นมหาวิทยาลัยที่ต้องนั่งเรียนเป็นเวลานาน หากไม่เปลี่ยนท่าทางบ่อย ๆ หรือติดนิสัยนั่งเรียนผิดท่า รวมถึงการใช้โต๊ะหรือเก้าอี้ที่มีรูปลักษณ์ ขนาด หรือส่วนสูงที่ไม่รองรับสรีระร่างกาย อาจส่งผลทำให้กล้ามเนื้อและโครงสร้างกระดูกเสียสมดุล เช่น กระดูกสันหลังคดงอ จนนำไปสู่การปวดหลัง
ไม่ชอบออกกำลังกาย
การไม่ออกกำลังกาย ไม่เล่นกีฬา หรือไม่ทำกิจกรรมที่ต้องขยับร่างกาย อาจทำให้กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ และแผ่นหลังขาดความยืดหยุ่น ซึ่งอาการปวดหลังพบได้บ่อยในเด็กผู้หญิง หรือเด็กที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป ยิ่งแบกกระเป๋าเรียนหนักหรือออกแรงกะทันหัน ยิ่งเพิ่มโอกาสกล้ามเนื้อบาดเจ็บได้ง่ายขึ้น
ภาวะอ้วนในเด็ก
สำหรับกลุ่มวัยเด็กและวัยรุ่นที่มีน้ำหนักตัวที่สูงจนเกินเกณฑ์ จะส่งผลโดยตรงกับโครงสร้างร่างกาย (กระดูกและข้อ) ซึ่ง 50-70% ในกลุ่มเด็กเหล่านี้มักมีปัญหาที่กระดูกสันหลัง สะโพก และข้อเท้า เพราะร่างกายต้องรับน้ำหนักตัวที่มากเกินไป
สาเหตุในกลุ่ม “วัยทำงาน”
ภาวะออฟฟิศซินโดรม
การนั่งทำงานหน้าคอมในท่าเดิมเป็นเวลานาน โดยไม่ขยับร่างกายหรือติดนิสัยนั่งห่อไหล่ จนร่างกายสะสมความตึงและอักเสบบริเวณคอ บ่า และแผ่นหลัง หากพึ่งพาแต่สเปรย์แก้ปวดหลังโดยไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อาการอาจรุนแรงไปถึงขั้นปวดกระบอกตา ชาตามนิ้วมือ หรือเพลียง่าย เป็นต้น
ยืนเป็นเวลานาน
ในกลุ่มพนักงานบริการ พ่อค้าแม่ค้า หรือมนุษย์ออฟฟิศที่ต้องยืนบนรถไฟฟ้าเป็นประจำ ช่วงล่างของร่างกายจะทำงานหนัก ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งและตึง ส่งผลให้เลือดไหลเวียนได้ไม่เต็มที่ ยิ่งถ้ามีน้ำหนักตัวเยอะหรือใส่ส้นสูงเป็นประจำ กล้ามเนื้อหลังและกระดูกสันหลังจะรับภาระหนักขึ้นจนเกิดการปวด
ยกของหนักหรือยกผิดท่า
การก้มตัวลงไปยกสิ่งของโดยไม่งอเข่าหรือลืมตัวเผลอยกกะทันหัน อาจทำให้กล้ามเนื้อเกิดการอักเสบได้ง่าย จะพบได้ในอาชีพ คนงานก่อสร้าง พ่อค้าแม่ค้า พนักงานยกของ ช่างซ่อมรถ เป็นต้น อาการจะรุนแรงและอันตรายมากขึ้นถ้าของที่ยกมีน้ำหนักมากเกินที่ร่างกายสามารถรับไหว ซึ่งสเปรย์แก้ปวดหลังอย่างเดียวก็อาจเอาไม่อยู่
ทำไมสเปรย์แก้ปวดหลังเหมาะกับคนทุกวัย?

เมื่อปวดหลังมากขึ้น จนไม่สามารถทำงานหรือเรียนไหว หลายคนอาจเลือกทานยาแก้ปวด แต่การใช้ยาประเภทนี้ติดต่อกันเป็นเวลานานอาจส่งผลเสียต่อร่างกายมากกว่าผลดี ทำให้คนเลือกไปใช้ “ครีมนวดแก้ปวด” แต่กลับต้องพบปัญหาความเหนียวเหนอะ ซึมช้า และทิ้งคราบมันเลอะเสื้อผ้า ส่วนการประคบร้อนหรือเย็นแทน ก็อาจจะไม่ตอบโจทย์ในวันที่เร่งรีบ
สเปรย์แก้ปวดหลัง จึงกลายเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคนี้ได้ตรงจุด ซึ่งช่วยคลายอาการได้รวดเร็วผ่านคุณสมบัติของส่วนผสมที่มีฤทธิ์ร้อนและเย็น เพื่อช่วยเบี่ยงเบนความรู้สึกเจ็บปวด อีกทั้งยังใช้ง่ายแค่ฉีดพ่นแล้วนวดคลึง เพื่อให้ตัวยาซึมลงไปในกล้ามเนื้อได้ลึกขึ้นพร้อมกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือด โดยไม่ทิ้งคราบมันที่เหนียวเหนอะ ทำให้ง่ายต่อการพกพาไปด้วยทุกที่
สเปรย์แก้ปวดหลังเหมาะสำหรับ : มนุษย์ออฟฟิศที่นั่งทำงานในท่าเดิมนาน ๆ ผู้ที่ขับรถยนต์หรือจักรยานยนต์เพื่อเดินทางไกล กลุ่มคนใช้แรงงาน คนที่ต้องยืนเป็นเวลานาน และนักกีฬาหรือคนออกกำลังกายที่ต้องการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
4 วิธีเลือกสเปรย์แก้ปวดหลังที่ตอบโจทย์คนยุคใหม่
เพื่อให้ทุกคนได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ ทำงานอย่างราบรื่นไม่มีสะดุด พร้อมรับมือได้ตลอดเวลา ศิริราชบำรุงเวชขอแชร์ 4 เทคนิคในการเลือกซื้อสเปรย์แก้ปวดหลัง เพื่อนำไปปรับใช้กันตามความเหมาะสม
1. กลิ่นไม่ฉุนเกินไป
ในการทำงานหลายคนต้องอยู่ในพื้นที่ส่วนรวม เช่น ออฟฟิศ ห้องประชุม หรือบนรถไฟฟ้า หากสเปรย์แก้ปวดหลังมีกลิ่นแรงเกินไป อาจรบกวนคนรอบข้างหรือทำให้ผู้ไวต่อกลิ่นรู้สึกเวียนหัวและแสบจมูก อาจสร้างความกังวลใจและส่งผลต่อภาพลักษณ์ได้
2. เลือกสเปรย์ที่ซึมไว
สเปรย์แก้ปวดหลังบางสูตรอาจทำให้รู้สึกเหนอะหนะ หรือมีสารลดแรงเสียดทานเป็นคราบน้ำมันบนผิว และอาจทำให้หลุดโฟกัสตอนทำงาน ดังนั้นควรเลือกสเปรย์ที่พ่นแล้วแห้งเร็วซึมไว
3. ขนาดเล็กพกง่าย
การพกสเปรย์ขวดใหญ่ อาจเพิ่มน้ำหนักและทำให้กล้ามเนื้อรับภาระเพิ่มขึ้น การเลือกสเปรย์แก้ปวดหลังที่เล็กกะทัดรัด มีฝาปิด หยิบใช้สะดวก และมีหัวสเปรย์ที่ฉีดกระจายได้ทั่วถึง (หัวสเปรย์เล็กให้ละอองละเอียด ซึมไว แม่นยำ ไม่สิ้นเปลือง ส่วนหัวใหญ่ กระจายกว้างแต่ใช้ปริมาณมากและอาจมีหยดน้ำ)
4. ผ่านการรับรอง
ควรเลือกสเปรย์แก้ปวดหลัง ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติที่ผ่านการรับรองจากแพทย์ผิวหนัง รวมถึงขึ้นทะเบียน อย. อย่างถูกต้อง
สเปรย์แก้ปวดหลังรักษาได้ทุกอาการปวดหรือไม่?
คำตอบคือ “รักษาได้ไม่ครอบคลุมทุกอาการ” สเปรย์แก้ปวดหลัง เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อบรรเทาอาการเบื้องต้นแบบชั่วคราวเท่านั้น ตามปกติแล้วอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นจนกลับมาเป็นปกติ หากร่างกายได้พักผ่อนเพียงพอ หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการนั่งหรือการขยับร่างกาย
แต่ถ้าใช้สเปรย์แก้ปวดหลังแล้วยังไม่ดีขึ้น (ปวดเกิน 2 สัปดาห์หรือเกิน 3 เดือน) นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าอาการปวดเกี่ยวข้องกับโรคอื่น ๆ เช่น โรคเกี่ยวกับระบบกระดูกและเส้นประสาท โรคกรวยไตอักเสบหรือมีนิ่วในท่อไต และโรคข้ออักเสบเรื้อรัง เป็นต้น
อาการแบบไหนที่ควรรีบไปพบแพทย์?
หากมีอาการปวดหลังคู่กับอาการเหล่านี้ร่วมด้วย การพึ่งสเปรย์แก้ปวดหลังอาจไม่เพียงพอ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการอย่างละเอียด
ปวดหลังร้าวลงขาทั้งสองข้าง มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง
รู้สึกชารอบทวารหนักและกลั้นปัสสาวะไม่ได้
ปวดหลังเพิ่มมากขึ้นจนสะดุ้งตื่นตอนกลางคืน
กระดูกสันหลังโค้งงอหรือคดเอียงผิดรูป
น้ำหนักลดลงผิดปกติและมีไข้ร่วมด้วย
4 วิธีป้องกันอาการปวดหลังระยะยาว

หากปล่อยให้ตนเองปวดหลังซ้ำ ๆ และไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรม แม้จะพึ่งพาสเปรย์แก้ปวดหลัง แต่ในท้ายที่สุดอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตในระยะยาว ดังนั้น ไม่ควรเน้นแค่การรักษาเมื่อมีอาการเพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มต้นดูแลร่างกายอย่างถูกวิธี
1. เลี่ยงการบิดหลังบ่อย ๆ
หลายคนติดนิสัยชอบบิดเอว ดัดหลัง หรือบิดคออยู่บ่อย ๆ การทำแบบนี้เป็นประจำอาจทำให้เอ็นข้อต่อบางลงและกล้ามเนื้ออ่อนแอ จนนำไปสู่ภาวะข้อเสื่อม
2. นั่งหลังตรง ไม่ห่อไหล่ ไม่ไขว่ห้าง
ฝึกปรับท่านั่งให้หลังตรง ไม่นั่งไขว่ห้างนาน ๆ รวมถึงปรับระดับเก้าอี้และจอคอมให้พอดีกับระดับสายตาเพื่อลดการก้มมอง ควรมีหมอนหนุนรองสะโพกไว้ติดเก้าอี้ทำงาน
3. ปรับท่านอนให้เหมาะสม
เปลี่ยนที่นอนให้ไม่นุ่มไม่แข็งจนเกินไป นอนตะแคงข้าง ใช้หมอนข้างเพื่อกอดและก่ายขา เพื่อรักษาแนวกระดูกสันหลังให้เป็นไปตามธรรมชาติ
4. ควบคุมน้ำหนักตัวเอง
ทานอาหารในปริมาณที่พอดี เพื่อลดแรงกดทับของกล้ามเนื้อและไม่ควรปล่อยให้น้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ เพื่อไม่ให้มวลกระดูกต่ำจนเกินไป
5. เสริมกล้ามเนื้อแข็งแรง
ควรออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้องและแผ่นหลัง เช่น โยคะ พิลาทิส หรือคาร์ดิโอ จะช่วยลดการพึ่งพาสเปรย์แก้ปวดหลังได้อย่างยั่งยืน
สรุป : หลังแข็งแรงด้วยสเปรย์แก้ปวดหลังและการดูแลที่ถูกต้อง
สรุปแล้ว ไม่ว่าแต่ละวันเราจะใช้ร่างกายและแผ่นหลังทำงานสู้ชีวิตมาหนักแค่ไหน แต่การจัดสรรเวลาให้ร่างกายได้หยุดพักและฟื้นฟูถือเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลย หากยังหักโหมใช้ร่างกายหนักต่อเนื่องและปล่อยให้หายเอง พฤติกรรมแบบนี้อาจส่งผลเสียต่อคุณภาพการใช้ชีวิตในระยะยาว หรือนำไปสู่ปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ที่รุนแรงกว่าเดิม
แม้ว่าสเปรย์แก้ปวดหลัง จะเป็นผู้ช่วยบรรเทาปวดที่ทำให้ทำงานต่อได้อย่างราบรื่น แต่การใส่ใจดูแลสุขภาพร่างกาย และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตจะช่วยให้แผ่นหลังและสุขภาพร่างกายแข็งแรงยั่งยืน ด้วยความห่วงใยจากศิริราชบำรุงเวช
สามารถดูรายละเอียดผลิตภัณฑ์ของศิริราชบำรุงเวชเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.sirirajbrv.com
Facebook : Sirirajbumrungvej
หรือโทรศัพท์สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : 096-893-0062