วิธีสังเกตปวดกลางหลัง สัญญาณโรคกระดูกพรุนหรืออาการตามวัย?

วิธีสังเกตปวดกลางหลัง สัญญาณโรคกระดูกพรุนหรืออาการตามวัย?

15 กรกฎาคม 2569

แชร์:

ระยะเวลา : 10 นาที

เคยเป็นไหม? รู้สึก “ปวดกลางหลัง” ไม่ว่าจะนั่งหรือทำกิจกรรมอะไร บางคนปวดบ่อยแต่ไม่หายสนิท แม้จะพักใช้ร่างกายก็ตาม นี่อาจเป็นสัญญาณของภัยเงียบอย่าง “โรคกระดูกพรุน” โดยจะพบได้ในผู้สูงอายุหรือคนที่มีมวลกระดูกน้อย แม้จะไม่ได้รับอุบัติเหตุรุนแรง แต่อาการปวดกลางหลังอาจกำลังคุกคามสุขภาพกระดูกอยู่

ถ้าคุณกำลังปวดกลางหลัง กินยาแต่ก็ไม่หายขาด หรือรู้สึกว่าหลังเริ่มงอ บทความนี้ศิริราชบำรุงเวช จะพาไปค้นหาคำตอบของอาการนี้ที่กำลังเป็นอยู่ สรุปแล้วมาจากอายุที่มากขึ้นหรือเป็นภัยของโรคกระดูกพรุนที่ต้องรีบรักษา

Highlight

  • อาการปวดกลางหลังอาจไม่ใช่การปวดเมื่อยหรือกล้ามเนื้ออักเสบทั่วไป แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของ "โรคกระดูกพรุน"

  • อาการปวดจากโรคกระดูกพรุน ทำให้ส่วนสูงลดลงและหลังค่อม ส่วนอาการปวดตามช่วงวัย จะเกี่ยวข้องกับข้อต่อและหมอนรองกระดูก

  • การออกกำลังกายอย่างถูกวิธีและเหมาะสมเป็นสิ่งที่คนที่เป็นโรคกระดูกพรุน “ควรทำ” เพื่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ลดความเสี่ยงอาการปวดกลางหลังในอนาคต

ทำไม "ปวดกลางหลัง" ถึงเชื่อมโยงกับโรคกระดูกพรุน

BRV_SPRAY-JUL-Blog-18-01

โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) คือ ภาวะที่โครงสร้างของกระดูกเสื่อมและมีมวลกระดูกน้อย ส่งผลให้กระดูกเปราะและเสี่ยงต่อการแตกหักได้ง่ายกว่าคนที่มีกระดูกปกติ

แล้วอาการปวดกลางหลังเกี่ยวกับโรคนี้ได้อย่างไร ? แท้จริงแล้วมีสาเหตุร่วมมาจากกระดูกสันหลัง ซึ่งมีหน้าที่เป็นแกนกลางในการรับน้ำหนักและจัดระเบียบกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ เมื่อมวลกระดูกลดน้อยลง กระดูกสันหลังจึงเป็นจุดแรกๆ ที่ได้รับผลกระทบ ทำให้เกิดอาการปวดกลางหลังตามมา ซึ่งตามปกติผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนจะแสดงอาการ 2 ระยะ ได้แก่

1. ระยะเริ่มต้น มวลกระดูกเริ่มลดลง

ผู้ป่วยในระยะเริ่มต้นนี้ มักจะไม่ค่อยรู้สึกถึงอาการปวดกลางหลังหรือความผิดปกติใด ๆ แต่สัญญาณของโรคมักจะเริ่มต้นที่กลุ่มผู้หญิงที่เริ่มหมดประจำเดือนก่อน ซึ่งวิธีที่เราจะรับรู้ได้ว่ากระดูกบางลง ต้องพึ่งระบบการตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกเท่านั้น

2. ระยะที่กระดูกพรุนชนิดรุนแรง

สำหรับระยะนี้ มวลกระดูกสันหลังจะบางลงถึงขั้นหักได้ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดกลางหลัง ยืดตัวหลังตรงลำบาก หลังโก่ง บางคนรู้สึกปวดร้าวมาถึงบริเวณหน้าอก ทานข้าวได้น้อย อืดแน่นท้อง ส่วนใหญ่จะพบในผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป

เมื่อกระดูกอ่อนแอลงจากภาวะกระดูกพรุน พฤติกรรมทั่วไป เช่น ก้มตัว ยกของ ยืดตัวเบา ๆ ก็อาจทำให้กระดูกเสี่ยงที่จะเกิดรอยร้าวเล็กน้อยหรือยุบตัวได้ อย่างไรก็ตามอาการปวดกลางหลังไม่ได้มาจากโรคกระดูกพรุนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่สามารถเกิดได้จากภาวะแทรกซ้อน เช่น กล้ามเนื้ออักเสบ การก้มตัวผิดท่า หมอนรองกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาท โรคไตอักเสบ รวมถึงเป็นแผลในช่องท้อง เป็นต้น

วิธีเช็กอาการปวดกลางหลังที่อาจเสี่ยง “โรคกระดูกพรุน”

โรคกระดูกพรุนไม่ได้แสดงอาการของโรคที่ชัดเจนจนกว่าจะเกิดอุบัติเหตุกับกระดูก แต่เราสามารถสังเกตได้จากความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้จากการเปลี่ยนแปลงเบื้องต้น ดังนี้

  • ปวดหลังเฉียบพลัน : รู้สึกปวดทันทีหลังจากทำกิจกรรม เช่น ยกของหนัก หรือแม้แต่การไอจามแรง ๆ

  • ส่วนสูงลดลง : รู้สึกว่าส่วนสูงของตนเองลดลงเมื่อเทียบกับช่วงวัยรุ่น

  • หลังค่อม : สังเกตร่างกายตนเองได้ว่าไหล่ห่อ ลำตัวและศีรษะเริ่มยื่นไปด้านหน้า

  • ปวดหลังเรื้อรัง : แม้จะได้พักผ่อน แต่ยังคงปวดกลางหลังไม่มีท่าทีจะดีขึ้น

หากพบว่าตนเองหรือคนใกล้ตัวมีสัญญาณเหล่านี้ร่วมกับอาการปวดกลางหลัง ศิริราชบำรุงเวชแนะนำให้ไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจเช็กสภาพร่างกายและมวลกระดูกอย่างละเอียด

การรักษาอาการปวดกลางหลังจากโรคกระดูกพรุน

เมื่อแพทย์ได้ตรวจและวิเคราะห์อาการอย่างแน่ชัดว่า อาการปวดกลางหลังมีส่วนเกี่ยวข้องมาจากโรคกระดูกพรุน รูปแบบการรักษาจะเน้นไปทางฟื้นฟูกระดูกแล ะลดความเสี่ยงต่าง ๆ ด้วยการปรับพฤติกรรม เริ่มจากการเสริมอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างกระดูก เช่น แคลเซียมและวิตามินดี เพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมอย่างเต็มที่ รวมถึงการควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกายเป็นประจำ งดการดื่มแอลกอฮอล์ และงดสูบบุหรี่

หากตรวจพบว่าผู้ป่วยมีมวลกระดูกบางมาก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอาจพิจารณาในการใช้ยาพร้อมกับการปรับพฤติกรรม เพื่อป้องกันกระดูกสันหลังแตกหักจนทำให้การปวดกลางหลังรุนแรง

วิธีแยกอาการปวดกลางหลังที่เกิดจาก “ความเสื่อมช่วงวัย”

BRV_SPRAY-JUL-Blog-18-02

แต่อย่าพึ่งตื่นตระหนกไป เพราะไม่ใช่ทุกการปวดกลางหลังจะมาจากโรคกระดูกพรุนเสมอไป ในหลายครั้งอาการปวดเหล่านี้อาจเกิดจากโครงสร้างร่างกายตามอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเราสามารถแยกความแตกต่างได้ ดังนี้

1. ความเสื่อมของข้อต่อกระดูกสันหลัง (Facet Joint Arthritis)

ข้อต่อกระดูกสันหลังเริ่มสึกหรอและน้ำหล่อเลี้ยงในกระดูกเริ่มแห้ง ทำให้กระดูกเสียดสี จนรู้สึกปวดกลางหลังและเอว มักเป็นช่วงตื่นนอนหรือนั่งนาน ๆ

2. ความเสื่อมของหมอนรองกระดูก (Degenerative Disc)

เมื่อหมอนรองกระดูกสูญเสียความยืดหยุ่นไป ทำให้กระดูกสันหลังขาดความมั่นคง รู้สึกเสียวแปลบจากการกดทับเส้นประสาทร่วมกับปวดกลางหลัง

3. กระดูกงอกทับเส้นประสาท (Spinal Stenosis)

เกิดจากการที่ร่างกายพยายามซ่อมจุดที่เสื่อมด้วยการสร้างกระดูกใหม่ ซึ่งอาจไปเบียดทับเส้นประสาท ทำให้รู้สึกปวดร้าวลงขา ชา และอ่อนแรง

4. กล้ามเนื้ออักเสบ (Office Syndrome/Strain)

สาเหตุยอดฮิตในวัยทำงาน จากการนั่งผิดท่าหรือนั่งท่าเดิมนาน ๆ แต่อาการจะดีขึ้นเมื่อพักผ่อน นวดกล้ามเนื้อ หรือใช้สเปรย์บรรเทาอาการปวด

อาการปวดกลางหลังจากโรคกระดูกพรุน ออกกำลังกายอย่างไร ?

BRV_SPRAY-JUL-Blog-18-03

หลายคนเมื่อพบว่าตนเองเป็นโรคกระดูกพรุน มักกังวลและไม่กล้าเคลื่อนไหวหรือขยับตัวหนัก ๆ ซึ่งความจริงแล้วการออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งสำหรับคนที่ปวดกลางหลังและกระดูกพรุน เพราะช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ลดความเสี่ยงกระดูกสันหลังหัก และบรรเทาอาการล้าสะสม อย่างไรก็ตามควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความพร้อมของกระดูก

โดยรูปแบบการออกกำลังกายที่เหมาะกับคนกลุ่มนี้ ได้แก่

  • ออกกำลังกายโดยใช้แรงต้าน (Strength Training Exercise) : การใช้ยางยืด (Resistant band) จะช่วยเสริมความมั่นคงให้ข้อต่อและกระดูก ปรับสมดุลกล้ามเนื้อ ลดอาการปวดกลางหลัง

  • ออกกำลังกายแบบรับน้ำหนักตัวเอง (Weight-Bearing Aerobic Activities) : การเดิน จ๊อกกิ้ง วิ่งช้า ๆ หรือเต้นแอโรบิกเบา ๆ จะช่วยให้กล้ามเนื้อขา สะโพก และกระดูกสันหลังบริเวณช่วงเอวแข็งแรง อีกทั้งทำให้ระบบหัวใจทำงานมีประสิทธิภาพ

  • ออกกำลังกายแบบยืดหยุ่น (Flexibility Exercise) : การยืดกล้ามเนื้อทั่วร่างกายอย่างช้า ๆ จะช่วยให้เอ็นข้อต่อและการขยับเคลื่อนที่ได้ไม่ติดขัด คลายความเกร็งของกล้ามเนื้อที่เป็นต้นเหตุของการปวดกลางหลัง

  • ออกกำลังเสริมการทรงตัว (Balance Exercises) : ตัวอย่างเช่น การรำไทเก๊ก ช่วยฝึกการควบคุมกล้ามเนื้อและข้อต่อ ลดความเสี่ยงหกล้มหรือบาดเจ็บโดยไม่ตั้งใจ

5 วิธีรับมืออาการปวดกลางหลัง

คงจะดีถ้าเราสามารถป้องกันไม่ให้ปวดกลางหลังบ่อย ๆ หรือไม่กลับมาปวดซ้ำ ศิริราชบำรุงเวชเลยอยากมาแนะนำการสร้างเกราะป้องกันให้กระดูกสันหลังแข็งแรง ดังนี้

1. รับประทานอาหารแคลเซียมสูง

อาหารจำพวก นม โยเกิร์ต ปลาตัวเล็ก งาดำ ผักใบเขียว รวมถึง ผลิตภัณฑ์จากถั่ว ควรกินให้ได้วันละ 1,000 – 1,200 มิลลิกรัม

2. รับแสงแดดอ่อน ๆ ตอนเช้า

รับวิตามินดีจากธรรมชาติและทานอาหารที่มีวิตามินดีให้เพียงพอ เช่น ปลาแซลมอน ปลาทู ไข่แดง เห็ดหอม น้ำส้ม เพื่อให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดียิ่งขึ้น

3. บริหารร่างกายสม่ำเสมอ

ควรขยับร่างกายด้วยกิจกรรมที่มีการลงน้ำหนัก เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ยกน้ำหนักเบา ๆ

4. งดดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่

เนื่องจากสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถทำให้กระดูกเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร

5. เข้ารับการตรวจเช็กสุขภาพ

กลุ่มเสี่ยงได้แก่ ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน ผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีความสูงลดลงจากความสูงเดิม 4 เซนติเมตรขึ้นไป รวมถึงผู้ที่ปวดกลางหลังโดยไม่ทราบสาเหตุ

สรุป : เช็กให้ชัวร์ ป้องกันให้ไว ไม่ปวดกลางหลังเรื้อรัง

อาการปวดกลางหลังไม่ใช่เรื่องที่เราต้องทนเจ็บไปเรื่อย ๆ หรือปล่อยผ่านเฉย ๆ เพราะคิดว่าเดี๋ยวอาการคงดีขึ้น นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นระหว่าง “การเปลี่ยนแปลงของร่างกายตามช่วงอายุ” กับสัญญาณของ "โรคกระดูกพรุน" ที่พร้อมทำร้ายร่างกาย

หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการปวดกลางหลังไม่หายและรู้สึกว่าส่วนสูงลดลงหรือหลังค่อม ศิริราชบำรุงเวชขอแนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง รวมถึงเริ่มปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตและหันมาออกกำลังกายเบา ๆ และใส่ใจเรื่องโภชนาการอาหารที่ครบถ้วนตามคำแนะนำของแพทย์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะรักษาสุขภาพกระดูกและบรรเทาอาการปวดหลังอย่างยั่งยืน

สามารถดูรายละเอียดผลิตภัณฑ์ของศิริราชบำรุงเวชเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.sirirajbrv.com

Facebook : Sirirajbumrungvej

หรือโทรศัพท์สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : 096-893-0062

แชร์: