ออฟฟิศซินโดรม อาการเป็นอย่างไร? เช็กสัญญาณอันตรายก่อนลุกลาม

ระยะเวลา : 8 นาที
อย่าคิดว่าการปวดคอ บ่า ไหล่ เป็นเรื่องปกติของวัยทำงานที่ต้องเจอ เพราะความจริงแล้ว ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) ไม่ใช่แค่อาการปวดเมื่อย แต่ยังสามารถลุกลามกลายเป็นโรคเรื้อรัง พังผืดฝังลึก หรือรุนแรงถึงขั้นเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานในชีวิตประจำวัน
บทความนี้จะพาคุณมาเจาะลึกว่า อาการตอนนี้อยู่ในระดับไหน อันตรายหรือไม่ และมีวิธีรักษาให้หายขาดได้อย่างไรบ้าง
Highlight
ออฟฟิศซินโดรมแบ่งเป็น 3 ระยะ เริ่มจากอาการปวดเมื่อยทุเลาได้เอง ไปจนถึงระยะวิกฤตที่ปวดทรมานรบกวนการใช้ชีวิตแม้ในเวลาพักผ่อน ซึ่งเป็นระยะที่ควรพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาที่ตรงจุด
การทนปวดและนั่งผิดท่าสะสม อาจทำให้กล้ามเนื้อเกร็งค้างจนเกิดปมพังผืด (Trigger Point) ปวดหัวตึงเครียดเรื้อรัง และเสี่ยงต่อภาวะหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
อาการออฟฟิศซินโดรม สามารถบรรเทาอาการปวดได้ด้วยการยืดเหยียดและใช้สเปรย์บรรเทาปวด ควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุด้วยการปรับสภาพแวดล้อมการทำงาน (Ergonomics) และการออกกำลังกาย
หากปรับพฤติกรรมแล้วไม่ดีขึ้น หรือมีอาการชาปลายประสาทร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์เพื่อรักษาให้ตรงจุด
เช็กด่วน! คุณกำลังเป็นออฟฟิศซินโดรมระดับไหน?

ก่อนที่อาการจะบานปลาย ลองใช้เวลาสัก 1 นาที สำรวจตัวเองดูว่า ตอนนี้ความเจ็บปวดของคุณอยู่ในระยะไหน
ระยะที่ 1: เจ็บเบา ๆ ระดับเริ่มต้นพอรับไหว
อาการจะเริ่มต้นจากความรู้สึกเมื่อยล้า แต่เมื่อคุณได้พักผ่อน ลุกขึ้นยืดเหยียด บีบนวดเบา ๆ หรือปรับเปลี่ยนอิริยาบถ อาการเหล่านี้ก็จะทุเลาและหายไปได้เอง
ระยะที่ 2: เจ็บซ้ำ ๆ ไม่ว่าจะตอนลุกยืนหรือย่อตัวลงนั่ง
ระหว่างทำงาน เมื่อมีอาการปวดเกร็งขึ้นมาซ้ำ ๆ คือสัญญาณเตือนว่า ร่างกายเริ่มรับไม่ไหว อาการออฟฟิศซินโดรมกำลังเป็นอันตราย ซึ่งควรปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาอาการตั้งแต่เริ่มต้น
ระยะที่ 3: เจ็บปวดทรมานแม้ไม่ได้ทำงาน
นี่คือระยะวิกฤต มีอาการปวดลุกลามหนัก แม้ในวันที่ไม่ได้ทำงานก็จะเจ็บปวดจนนอนไม่หลับจนกระทบชีวิตประจำวัน หากเป็นในระยะนี้ต้องไปพบแพทย์โดยด่วน
ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่เมื่อปล่อยให้ออฟฟิศซินโดรมลุกลาม

โครงสร้างกล้ามเนื้อและเส้นประสาทของเราเชื่อมโยงกันเป็นโครงข่าย เมื่อกล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่ง เช่น บ่า หรือ คอ เกิดการอักเสบและเกร็งค้าง ร่างกายจะพยายาม "ชดเชย" ด้วยการดึงกล้ามเนื้อส่วนอื่นมาออกแรงแทน ผลที่ตามมาคือความปวดที่ลามไปทั่วร่างกาย ดังนี้
1. โรคปวดหัวจากกล้ามเนื้อตึงตัว (Tension Headache)
หลายคนมักเข้าใจผิดว่าตัวเองเป็นไมเกรน แต่จริง ๆ แล้วเกิดจากความตึงเครียดของกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ ที่เกร็งตัวจากการนั่งท่าเดิมนาน ๆ ส่งสัญญาณไปยังสมองจนเกิดอาการปวดบีบรัดรอบศีรษะ หน้าผาก ขมับ หรือท้ายทอย หากไม่คลายกล้ามเนื้อ อาการปวดหัวก็จะไม่มีทางหายขาด
2. เกิดพังผืดที่หลัง (Trigger Point)
การนั่งก้มหน้าและห่อไหล่เป็นเวลานาน จะทำให้กล้ามเนื้อหลังส่วนบนถูกยืดออกจนอ่อนแอและค้างอยู่ในท่าที่ผิดปกติ จนเกิดเป็นพังผืดซ่อนอยู่ใต้ผิวหนัง เมื่อกดลงไปแล้วจะรู้สึกเจ็บร้าวทรมานทันที
3. หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท (Herniated disc)
เมื่อเป็นออฟฟิศซินโดรมแล้วต้องนั่งแช่ทำงานท่าเดิมเป็นเวลานาน ๆ ทำให้กระดูกสันหลังรับแรงกดทับอย่างหนักจนหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ส่งผลให้เกิดอาการปวดหลังรุนแรง ร้าวลงขา มีอาการชา และอาจถึงขั้นแขนขาอ่อนแรงตามมาด้วยได้
4. หน้ายื่น ไหล่ห่อ (Forward Head Posture)
การนั่งจ้องหน้าจอเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดภาวะหน้ายื่น ไหล่ห่อ โดยศีรษะที่ยื่นไปข้างหน้าเพียง 1 นิ้ว จะเพิ่มแรงกดที่กระดูกคอได้ถึงประมาณ 4.5 กิโลกรัม จนนำไปสู่อาการปวดคอ บ่า ไหล่ และเพิ่มความเสี่ยงกระดูกคอเสื่อมก่อนวัยได้
วิธีแก้ออฟฟิศซินโดรมฉบับคนไม่มีเวลา
1. วิธีแก้ออฟฟิศซินโดรมในระยะสั้น
สำหรับพนักงานออฟฟิศที่มีเวลาจำกัด การทำท่ากายบริหารรูปแบบง่าย ๆ จะช่วยให้อาการเบาลงได้ โดยจะช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อคอ บ่า สะบัก หน้าอก ไหล่ แขน และหน้าท้อง ได้
ยืดเหยียดระหว่างทำงาน (Stretching): ในระหว่างที่นั่งทำงานควรแบ่งเวลายืดกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ และหน้าอก เป็นระยะ ๆ เพื่อคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อส่วนบน
นวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อ: การประคบร้อน/เย็น การทาครีม หรือการใช้สเปรย์บรรเทาอาการปวด ถือเป็นตัวช่วยที่ตอบโจทย์ เพราะในระหว่างวันสามารถฉีดเพื่อใช้งานได้ทันที ไม่เหนอะหนะผิว สามารถทำงานต่อได้เลย
รับประทานยาแก้ปวด: หากมีอาการปวดกล้ามเนื้อมาก ๆ สามารถรับประทานยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการก่อนได้
2. วิธีแก้ออฟฟิศซินโดรมในระยะยาว
การใช้ตัวช่วยบรรเทาปวดเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ หากต้องการให้หายขาด ต้องปรับที่ต้นตอของอาการจะดีที่สุด
ปรับสภาพแวดล้อม (Ergonomics)
ตั้งจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตา ไม่ต้องก้มหรือเงยคอเพื่อมองจอ เลือกเก้าอี้ที่ซัปพอร์ตแผ่นหลัง นั่งหลังตรง เท้าวางราบกับพื้น และควรลุกยืดเหยียดกล้ามเนื้อทุก 1 ชั่วโมง ครั้งละ 2-5 นาที และขยับเปลี่ยนท่าทางเล็กน้อยทุก 20-30 นาที เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด
ออกกำลังกายเสริมความแข็งแรง
ทำคาร์ดิโอ (Cardio): ช่วยบรรเทาและป้องกันออฟฟิศซินโดรมได้ โดยช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อส่วนที่ตึงเกร็ง และลดความเครียดสะสม สามารถทำได้โดยการวิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เป็นต้น
การเวทเทรนนิ่งและพิลาทิส (Weight Training & Pilates): เสริมความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscle) เพื่อให้ร่างกายสามารถพยุงกระดูกสันหลังเวลานั่งทำงานได้อย่างมั่นคง ลดโอกาสบาดเจ็บ
การยืดกล้ามเนื้อ (Stretching): การฝึกโยคะหรือยืดกล้ามเนื้อเป็นประจำจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อเมื่อต้องเคลื่อนไหวและลดความตึงล้าของกล้ามเนื้อได้
เทคโนโลยีการรักษาทางกายภาพบำบัด

หากพบว่าปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว แต่อาการปวดเรื้อรังยังกวนใจ มีอาการปวดจนนอนไม่หลับ หรือมีอาการชา การพบแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูเพื่อใช้เทคนิคทางการแพทย์เข้าช่วยจะทำให้คุณหายจากอาการออฟฟิศซินโดรมได้เร็วขึ้น ซึ่งวิธีการรักษามี ดังนี้
เครื่องกระตุ้นแม่เหล็กไฟฟ้า
หรือที่เรียกว่า Peripheral Magnetic Stimulation (PMS) การปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามากระตุ้นระบบประสาท ซึ่งจะช่วยลดอาการปวดเรื้อรัง รักษาออฟฟิศซินโดรม ชาตามปลายประสาทมือและเท้าได้อีกด้วย
คลื่นกระแทกช็อกเวฟ
หรือที่เรียกว่า Shockwave Therapy จะเป็นการใช้คลื่นกระแทกบนกล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นที่อักเสบเรื้อรัง เพื่อกระตุ้นการซ่อมแซมตัวเอง สลายพังผืด ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการตึง ปวดเมื่อยเรื้อรังบริเวณคอ บ่า และไหล่ได้
เตียงจัดกระดูก
หรือชื่อในภาษาอังกฤษคือ Electric Chiropractic Table เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดแนวกระดูกและปรับโครงสร้างของร่างกาย ซึ่งจะช่วยลดการกดทับของระบบประสาท บรรเทาอาการปวดหลัง คอ บ่า ไหล่ และรักษาภาวะหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทได้
สามารถดูรายละเอียดผลิตภัณฑ์ของศิริราชบำรุงเวชเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.sirirajbrv.com
Facebook : Sirirajbumrungvej
หรือโทรศัพท์สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : 096-893-0062