ขาพลิกบวมบ่อยเกิดจากอะไร? เข้าใจร่างกายก่อนดูแลผิดวิธี

ระยะเวลา : 8 นาที
ถ้าใครเคยขาพลิกจะรู้ ความเจ็บปวดตอนนั้นทรมานแค่ไหน บางคนเจ็บมากเจ็บน้อย บางคนก็ปล่อยไม่ใส่ใจดูแลอย่างถูกต้อง เมื่อ “ขาพลิกบวม” นี่คือสัญญาณที่บอกว่าข้อเท้ากำลังเผชิญกับความเสียหายอยู่ หากดูแลไม่ถูกวิธีตั้งแต่เริ่ม อาจทำให้อาการฟื้นตัวช้าและเป็นเรื้อรังได้ในระยะยาว
บทความนี้ ศิริราชบำรุงเวช จะพาคุณเจาะลึกอาการขาพลิกบวม ตั้งแต่กลไกของร่างกายเมื่อได้รับบาดเจ็บ วิธีสังเกตเฝ้าระวัง ไปจนถึงการดูแลเบื้องต้น ให้อาการไม่รุนแรงจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
อาการขาพลิกบวมเกิดจากอะไร?

การที่ขาพลิกบวม ไม่ได้มีจากอุบัติเหตุหรือการก้าวเท้าผิดจังหวะเท่านั้น เรามาเจาะลึกกลไกของร่างกายกันว่า เมื่อขาพลิกบวมเป่งมาจากสาเหตุอะไรได้บ้าง และอาการต่อจากนั้นจะเป็นอย่างไร
1. การลงน้ำหนักเท้าผิดจังหวะ
อาการขาพลิกข้อเท้าบวม เกิดจากการลงน้ำหนักผิดจังหวะ พบได้กับผู้ที่ออกกำลังกายหรือนักกีฬา และยังเกิดขึ้นได้ง่ายในชีวิตประจำวันของใครหลายคน ไม่ว่าจะเดินขึ้น-ลงบันไดหรือพื้นต่างระดับ รวมถึงผู้ที่สวมส้นสูง ยิ่งเสี่ยงต่อข้อเท้าพลิก เพราะจุดรับน้ำหนักของเท้าเล็กและไม่มั่นคง
นอกจากนี้ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเยอะและผู้ที่เคยเท้าพลิก เท้าเคล็ดมาก่อน กลุ่มคนเหล่านี้จะมีกล้ามเนื้อบริเวณข้อเท้าที่อ่อนแอ ทำให้ข้อเท้าขาดสมดุลและพลิกบวมได้ง่ายกว่าคนทั่วไป
2. เส้นเอ็นและเนื้อเยื่อข้อเท้าบาดเจ็บ
ขาพลิกส่วนใหญ่จะมีรูปแบบข้อเท้าบิดหรือพลิกเข้าด้านใน ซึ่งทำให้เอ็นหุ้มข้อต่อถูกยืดจนตึงและฉีกขาดง่าย จนได้บาดเจ็บและเคลื่อนไหวลำบาก ซึ่งความรุนแรงแบ่งได้ 3 ระดับ
ระดับเบื้องต้น : รู้สึกปวดเล็กน้อยเมื่อกดจุดที่ขาพลิก แต่ยังไม่บวมชัดเจน สามารถลงน้ำหนักและเดินได้ปกติ
ระดับปานกลาง : รู้สึกปวดมากขึ้นเมื่อลงน้ำหนัก เพราะเส้นเลือดฝอยตรงข้อเท้าอักเสบหรือฉีกขาด ทำให้ข้อเท้าบวมช้ำ ยังคงเคลื่อนไหวได้แต่ไม่สะดวก
ระดับรุนแรง : รู้สึกเจ็บปวดมาก เพราะเอ็นที่ยึดข้อเท้าฉีกขาดสมบูรณ์ มีอาการบวมจนไม่สามารถขยับข้อเท้าหรือลงน้ำหนักได้ (ระดับนี้ ควรพบแพทย์โดยเร็วที่สุด)
3. ร่างกายเข้าสู่การซ่อมแซม
เมื่อขาพลิกบวม ร่างกายจะเข้าสู่โหมดซ่อมแซมตนเองทันที โดยส่งสัญญาณความเจ็บปวดไปที่สมอง และตอบสนองกลับมายังจุดที่บาดเจ็บ ขณะเดียวกันเส้นเลือดจะขยายตัวเพื่อให้สารซ่อมแซมและเซลล์เม็ดเลือดขาวไหลเข้ามามากขึ้น เราจะสังเกตการบวมและรู้สึกเจ็บปวดในช่วงแรก นั่นหมายถึงร่างกายกำลังเร่งรักษาตัวเอง (โดยทั่วไปอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายใน 24–72 ชั่วโมง)
ขาพลิกบวมง่ายเพราะเท้าแบนจริงไหม?

คำตอบคือ "มีส่วนที่เป็นความจริง" เท้าแบน (Flat Feet) คือภาวะอุ้งเท้าด้านในแบนราบไปกับพื้น ทำให้เสียสมดุลเมื่อลงน้ำหนักและข้อเท้าต้องหมุนมากกว่าที่ควร จนเสี่ยงขาพลิกและปวดบวมได้ง่าย ซึ่งพบได้บ่อยกับพนักงานออฟฟิศและผู้ที่ต้องยืนหรือเดินนาน ๆ โดยภาวะเท้าแบนเกิดได้จาก 4 ปัจจัยเหล่านี้
พันธุกรรม : โครงสร้างเท้าผิดปกติมาตั้งแต่กำเนิด ทำให้ฝ่าเท้าพัฒนาได้ไม่เต็มที่
น้ำหนักตัว : น้ำหนักที่มากเกินไปทำให้เท้ารับภาระมากขึ้น เมื่อสะสมไปนาน ๆ อาจเกิดกล้ามเนื้ออ่อนแรง
รองเท้าที่ไม่พอดี : ไซส์ที่คับหรือหลวมเกินไป ทำให้เท้าอาจอยู่ตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม
อายุที่เพิ่มขึ้น : ความยืดหยุ่นลดลงตามธรรมชาติ ข้อต่อเริ่มเสื่อมสภาพ เท้าอ่อนแอ และเสี่ยงขาพลิกได้ง่ายในผู้สูงอายุ
ขาพลิกบวมบ่อยอันตรายกว่าที่คิด

นอกจากโครงสร้างเท้ารวมถึงเท้าแบน ยังมีอาการแฝงบางอย่างที่ทำให้ขาพลิกบวมได้ง่าย ซึ่งหลายคนอาจไม่รู้ ดังนี้
ข้อเท้าหลวม
ทำไมบางคนเดินสะดุดนิดเดียวก็ขาพลิกแล้ว? นั่นอาจเป็นสัญญาณที่บอกว่าข้อเท้าหลวม (Ankle Instability) ซึ่งเป็นภาวะที่เอ็นยึดข้อเท้าสมานตัวไม่สมบูรณ์หลังซ่อมแซม ทำให้เท้าไม่มั่นคงและพลิกซ้ำได้ง่าย จะพบได้ในผู้ที่เคยได้รับบาดเจ็บรุนแรงและฟื้นฟูมาไม่มากพอ ทำให้เส้นเอ็นไม่สามารถรั้งข้อเท้าได้ดีเท่าเดิม เช่น นักวิ่ง นักบาสเกตบอล และนักฟุตบอล เป็นต้น
ข้อเท้าเสื่อม
ข้อเท้าเสื่อม (Ankle Osteoarthritis/Ankle OA) คือ ภาวะที่กระดูกอ่อนเริ่มสึกหรอ ไม่สามารถรับแรงกระแทกได้เต็มที่ ทำให้กระดูกเสียดสีกัน รู้สึกปวดบวม รวมถึงได้ยินเสียงเมื่อขยับและกระดกเท้าได้ไม่เต็มองศา มักพบในผู้ที่อายุ 40 ปีขึ้นไปหรือผู้ที่ยืนทำงานนาน ๆ
ปลายประสาทอักเสบ
ปลายประสาทอักเสบ (Peripheral Neuropathy) คือ ภาวะที่เส้นประสาทส่วนปลายเกิดความเสียหาย ซึ่งอาจมาจากโรคเบาหวาน ติดเชื้อบางชนิด สารพิษ หรืออุบัติเหตุ เป็นต้น ทำให้ควบคุมกล้ามเนื้อลำบาก รู้สึกชาปลายเท้า ไม่มีแรงทรงตัว และมีโอกาสหกล้มขาเคล็ดได้ง่าย
ขาพลิกบวมหายช้า ควรดูแลอย่างไร?

วิธีรักษาเมื่อขาพลิกบวมในระยะแรกด้วยตนเองตามหลักการ PRICE เพื่อลดความเสียหายของกล้ามเนื้อและเร่งการฟื้นตัว ดังนี้
P (Prevent) : ป้องกันบาดเจ็บเพิ่มด้วยอุปกรณ์ช่วยพยุง เช่น ไม้เท้าหรือสนับข้อเท้า เพื่อลดการลงน้ำหนัก
R (Rest) : พักข้อเท้าและหยุดกิจกรรมทันที เพื่อให้เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อซ่อมแซมตัวเองได้เต็มที่
I (Ice) : ประคบเย็นประมาณ 15 นาที ในทุก 2 ชั่วโมงภายในช่วง 48 ชั่วโมง หรือใช้สเปรย์บรรเทาอาการปวดพ่นและนวดเบา ๆ เพื่อลดข้อเท้าบวมและบรรเทาอาการ
C (Compression) : ใช้ผ้าพันยืดเพื่อประคองข้อเท้าให้แน่นพอดี เพื่อจำกัดการเคลื่อนไหวและลดบวม
E (Elevation) : ควรยกขาให้สูงเหนือระดับหัวใจขณะนั่งหรือนอน เพื่อลดการบวมจากการสะสมของเลือด
อาการแบบไหนถึงควรรีบพบแพทย์?
ตามปกติอาการในระดับเบื้องต้นจะดีขึ้นภายใน 5–7 วัน แต่ถ้ามีอาการเหล่านี้หลังจากที่เป็นมา 1-2 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์โดยเร็ว
อาการปวดไม่ลดลง : อาการไม่ดีขึ้นแม้จะผ่านไป 2 สัปดาห์หรือยังคงปวดรุนแรงเท่าเดิม
ลงน้ำหนักเท้าไม่ได้ : บ่งบอกว่ากระดูก เส้นเอ็น หรือกล้ามเนื้อเสียหายรุนแรงกว่าที่คิด
ขาบวมนานผิดปกติ : แม้จะประคบเย็นหรือพัก อาการก็ยังไม่ดีขึ้น และต้องได้รับการรักษาเฉพาะทาง
เท้าเบี้ยวผิดรูป : หากเท้าเปลี่ยนรูปไปจากเดิม ดูไม่สมมาตร นั่นอาจเป็นที่กระดูกข้อเท้าเคลื่อนหนัก
สรุป : เข้าใจขาพลิกบวม ดูแลตรงจุด ไม่กลับมาเป็นซ้ำ
สรุปแล้วอาการขาพลิกบวมนั้น ไม่ควรปล่อยไว้ให้หายเองโดยไม่ได้รักษาอย่างถูกวิธี เพราะอาจกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง เช่น ข้อเท้าหลวม เปราะบาง และอาจกลับมาขาพลิกซ้ำบวมง่ายขึ้น การที่เราเข้าใจร่างกาย พร้อมดูแลข้อเท้าตามหลัก PRICE และสามารถประเมินอาการเบื้องต้นก่อนไปพบแพทย์ ทั้งหมดนี้จะช่วยให้คุณรับมือขาพลิกบวมและกลับมามีสุขภาพเท้าที่แข็งแรงได้
สามารถดูรายละเอียดผลิตภัณฑ์ของศิริราชบำรุงเวชเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.sirirajbrv.com
Facebook : Sirirajbumrungvej
หรือโทรศัพท์สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : 096-893-0062