วิ่งแล้วเจ็บเข่า ต้องหยุดหรือแค่พักพอ ?

วิ่งแล้วเจ็บเข่า ต้องหยุดหรือแค่พักพอ ?

13 มกราคม 2569

แชร์:

ระยะเวลา : 11 นาที

ตั้งแต่ต้นปี 2025 เป็นต้นมา การวิ่งกลายเป็นหนึ่งในกิจกรรมออกกำลังกายยอดนิยม ด้วยข้อดีที่เริ่มต้นได้ง่าย ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ซับซ้อน แต่สิ่งที่นักวิ่งจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญ คืออาการ “วิ่งแล้วเจ็บเข่า” ซึ่งมักเกิดขึ้นระหว่างหรือหลังวิ่ง และกลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้ต้องหยุดออกกำลังกายไปโดยไม่ตั้งใจ

หลายคนยังเข้าใจว่าอาการวิ่งแล้วเจ็บเข่าหรือเจ็บข้อต่าง ๆ เป็นเรื่องปกติของการออกกำลังกาย และเชื่อว่าหากฝืนวิ่งต่อไป ร่างกายจะค่อย ๆ ชินเอง แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาการเจ็บเข่าเป็นสัญญาณเตือนว่ากล้ามเนื้อและข้อต่อกำลังรับภาระมากเกินไป หากยังฝืนใช้งานต่อ อาจนำไปสู่การบาดเจ็บเรื้อรังที่ใช้เวลาฟื้นฟูนานกว่าที่คิด

ศิริราชบำรุงเวชจะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า วิ่งแล้วเจ็บเข่าเกิดจากอะไร พร้อมแนวทางดูแลและฟื้นฟูอย่างถูกวิธี เพื่อให้คุณสามารถกลับมาวิ่งได้อย่างสม่ำเสมอโดยไม่ทำร้ายข้อเข่า

ทำไมวิ่งแล้วเจ็บเข่า ? เปิด 2 สาเหตุหลักที่นักวิ่งพบบ่อย

BRV_SPRAY-JAN-Blog-06-01

สาเหตุที่พบบ่อยของอาการวิ่งแล้วเจ็บเข่า มักเกิดจาก Overuse Injury หรือการใช้งานข้อเข่าและกล้ามเนื้อซ้ำ ๆ ในท่าทางที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะในนักวิ่งมือใหม่หรือผู้ที่เพิ่มความหนักของการฝึกเร็วเกินไป ซึ่งสามารถแบ่งสาเหตุหลักได้เป็น 2 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ Overstride และ IT Band Syndrome

1. การก้าวยาวเกินไป (Overtride)

Overstride คือภาวะที่นักวิ่งก้าวเท้ายาวเกินไป โดยมักลงส้นเท้าในขณะที่เข่ายังเหยียดตึง ทำให้ตำแหน่งลงเท้าอยู่ไกลกว่าศูนย์ถ่วงของร่างกาย เมื่อเกิดแรงกระแทกจากพื้น แรงดังกล่าวจะถูกส่งขึ้นไปที่ข้อเข่าโดยตรง ขณะที่กล้ามเนื้อไม่สามารถช่วยดูดซับแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลที่ตามมาคือ กระดูกอ่อนและเส้นเอ็นรอบข้อเข่าต้องรับแรงมากกว่าปกติ จนเกิดการอักเสบและนำไปสู่อาการวิ่งแล้วเจ็บเข่า โดยเฉพาะเมื่อวิ่งระยะไกล หรือวิ่งต่อเนื่องเป็นเวลานาน

2. โรคเอ็นต้นขาด้านข้างอักเสบ (IT Band Syndrome)

โรคเอ็นต้นขาด้านข้างอักเสบหรือ IT Band Syndrome คือสาเหตุที่พบบ่อยของการปวดเข่าด้านนอก (Lateral knee pain) เป็นอาการปวดที่มักจะแสดงอาการในเวลาที่ออกกำลังกายมากกว่าปกติ เช่น การวิ่งมาราธอน ซึ่งสาเหตุของการเกิด IT Band Syndrome มีโอกาสเกิดได้จากหลายปัจจัย คือ

  1. การเสียดสีของเอ็นต้นขาด้านข้าง (Iliotibial band) กับกระดูกต้นขาส่วนปลายด้านข้าง (Lateral femoral epicondyle) ในระหว่างการเหยียดงอของข้อเข่าอย่างซ้ำ ๆ 

  2. การกดเบียดของไขมันและเนื้อเยื่ออ่อนใต้เอ็นต้นขาด้านข้าง

  3. การอักเสบอย่างเรื้อรังของถุงน้ำใต้เอ็นต้นขาด้านข้าง (Iliotibial band bursa)

วิ่งแล้วเจ็บเข่าของคุณเป็นแบบไหน ? ระหว่าง Overstride และ IT band syndrome

เพื่อให้การแก้ไขอาการวิ่งแล้วเจ็บเข่าได้อย่างตรงจุด คุณต้องแยกให้ได้ก่อนว่าความเจ็บปวดที่กำลังเผชิญอยู่มีลักษณะอย่างไร ตารางเปรียบเทียบด้านล่างนี้จะช่วยให้คุณจำแนกอาการได้ชัดเจนขึ้น

BRV_SPRAY-JAN-Blog-06-02

เป็น Overstride ต้องแก้ไขด้วยการปรับท่าวิ่ง

BRV_SPRAY-JAN-Blog-06-03

หากอาการวิ่งแล้วเจ็บเข่าของคุณเกิดจากการวิ่งลงส้นและก้าวยาวเกินไป ให้ลองปรับเปลี่ยนวิธีการวิ่งตามหลักวิธีการดังนี้

1. วอร์มอัปร่างกายก่อนวิ่งด้วยวิธี Dynamic Stretching

การยืดกล้ามเนื้อแบบ Dynamic Stretching เป็นการยืดกล้ามเนื้อแบบมีการเคลื่อนไหว ก่อนการฝึกซ้อม หรือการลงแข่งขัน เพื่ออบอุ่นร่างกายให้เตรียมพร้อมสำหรับการออกกำลังกาย ซึ่งจะช่วยลดความตึงของกล้ามเนื้อ ลดอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ และลดอาการวิ่งแล้วเจ็บเข่าได้

โดยท่าที่แนะนำสำหรับการยืดกล้ามเนื้อแบบง่าย ๆ เช่น ท่า Squat ท่า Leg Swings ท่า High Kness โดยใช้เวลายืดกล้ามเนื้ออย่างต่ำประมาณ 10-15 นาที

2. เพิ่มรอบขาแต่คงความเร็วเท่าเดิม

การเพิ่มความถี่ในการก้าวขาจะทำให้ก้าวสั้นลงโดยอัตโนมัติ ช่วยลดโอกาสการเกิด Overstride ได้ ซึ่งเพียงแค่เพิ่มรอบขาการวิ่งในความเร็วเท่าเดิมเพียง 10% ก็สามารถช่วยรถแรงกระแทกที่เข่าได้ถึง 30%

3. การปรับสมดุลลำตัว

เอนลำตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยประมาณ 15 องศาขณะที่วิ่ง โดยที่หลังยังตรง ไม่ห่อไหล่ จะทำให้ก้าวยาวยากขึ้น ซึ่งจะลดโอกาสการเกิด Overstride ได้ และยังเป็นการบังคับให้เข่างอเล็กน้อยเพื่อรับแรงกระแทกแทนการล็อกเข่าตึง

4. ฝึกวิ่งลงฝ่าเท้าค่อนไปข้างหน้า

ในการวิ่งแบบลงฝ่าเท้าค่อนไปข้างหน้า แนะนำให้ปรับสมดุลลำตัวในข้อที่ 3 ให้ได้ก่อน เพราะการวิ่งลงหน้าเท้า ถึงแม้จะช่วยลดแรงกระแทกที่เข่าได้ แต่หากเปลี่ยนท่าอย่างไม่ถูกวิธีจะไปเพิ่มแรงที่ข้อเท้าแทน ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บที่ข้อเท้า เท้า และน่องมากขึ้น แต่มีข้อดีคือสามารถลดแรงกระแทกของเท้าขณะลงพื้น และประหยัดพลังงานมากกว่าการลงด้วยส้น

5. เสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า

การเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อจะช่วยลดอาการเจ็บปวดจากการวิ่งได้ โดยในผู้ชาย ให้เน้นเพิ่มกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าด้วยท่า Squat หรือ ท่า Leg Extension เพื่อช่วยพยุงข้อเข่า ในนักวิ่งผู้หญิงให้เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสะโพกด้านข้าง ด้วยท่า Side Plank หรือ ท่า Side Lunge เพื่อป้องกันไม่ให้เข่าบิดเข้าด้านในขณะวิ่ง

6. เลือกใช้รองเท้าสำหรับวิ่งโดยเฉพาะ

การใช้รองเท้าที่เหมาะกับรูปเท้าของตัวเอง รวมไปถึงเหมาะกับการใช้งานจะช่วยป้องกันเท้าจากการบาดเจ็บ และช่วยลดแรงกระแทกที่อาจเกิดขึ้นในบริเวณข้อเท้า และหัวเข่า และยังฟื้นฟูอาการบาดเจ็บได้ไวขึ้นอีกด้วย

7. ประคบเย็นหลังวิ่งเสร็จ

การประคบเย็นหลังวิ่งสามารถทำได้ทั้งในกรณีที่ยังไม่ปวด และในกรณีที่เริ่มมีอาการตึงหรือระบมที่หัวเข่า ซึ่งจะช่วยลดการอักเสบและป้องกันอาการเจ็บหัวเข่าในระยะต่อไป โดยให้ใช้ทันทีหลังออกกำลังกาย 24-48 ชั่วโมง และควรประคบครั้งละประมาณ 20-30 นาที

8. ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานช่วยลดภาระต่อข้อเข่าและกล้ามเนื้อขณะวิ่ง ทำให้วิ่งได้นานขึ้นและเร็วขึ้นโดยไม่เหนื่อยง่าย อีกทั้งน้ำหนักตัวที่เหมาะสมยังช่วยลดแรงกระแทกของข้อต่อ ลดอาการบาดเจ็บในร่างกาย อีกทั้งการควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานยังช่วยให้มีสุขภาพที่ดีขึ้นอีกด้วย

วิธีจัดการกับอาการ “IT Band Syndrome”

BRV_SPRAY-JAN-Blog-06-04

ในกรณีที่มีอาการปวดเข่าด้านนอก หรือ IT Band Syndrome วิธีการแก้ไขจะต่างออกไป เพราะนี่คืออาการอักเสบของเนื้อเยื่อ สิ่งที่ต้องทำคือ 

1. Modify Activities

การ Modify Activities หรือเรียกง่าย ๆ คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการออกกำลังกาย โดยแนะนำให้งดการวิ่งอย่างน้อย 6 สัปดาห์ เพื่อให้อาการอักเสบลดลง แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่สามารถออกกำลังกายได้เลย คุณยังสามารถออกกำลังกายแบบ Lower Inpact Cardio ได้ ซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่ส่งผลต่อแรงกดหรือแรงกระแทกน้อย อย่างเช่น การเดิน ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ โยคะ เป็นต้น

2. Stretching

การทำ Stretching หรือการยืดกล้ามเนื้อ IT Band เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างสม่ำเสมอ วันละ 3 เซต เซตละ 4 ครั้ง ค้างไว้ 30 วินาที เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับเนื้อเยื่อที่ตึงรั้ง โดยตัวอย่างท่าออกกำลังกาย เช่น ท่า Plank ท่า Squat ท่า Tensor Fascia Latae Muscle

อ่านต่อ ขั้นตอนการออกกำลังกายเบื้องต้นเพื่อป้องกันภาวะเอ็นต้นขาด้านนอกเกร็งตัว

3. Gradually Restart Activities

คือการเริ่มออกกำลังกายอย่างช้า ๆ หลังจากที่อาการปวดลดลงแล้ว แต่ให้ลดความถี่และระยะทางในการวิ่งลง หลีกเลี่ยงการวิ่งบนพื้นที่ต่างระดับหรือทางลาดชัน เนื่องจากเป็นตัวกระตุ้นหลักของอาการ IT Band Syndrome และใช้รองเท้าให้เหมาะสมด้วย

5 วิธีดูแลข้อเข่าเพื่อให้ใช้ได้นาน ๆ

BRV_SPRAY-JAN-Blog-06-05

แม้อาการวิ่งแล้วเจ็บเข่าจะดีขึ้นแล้ว แต่การดูแลข้อเข่าให้ดีในทุกวันข้อเข่าทุกวัน เพื่อไม่ให้เกิดทั้งอาการ Overstride และ IT Band Syndrome เพื่อให้หัวเข่าได้อยู่กับเราไปนาน ๆ สามารถทำได้ดังนี้

  1. ควบคุมน้ำหนักตัว : น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเพียง 1 กิโลกรัม อาจเพิ่มแรงกระแทกที่เข่าได้ถึง 3-4 เท่าในขณะที่วิ่งหรือเดินลงน้ำหนัก หากน้ำหนักลดลงเพียง 5-10% จะช่วยลดแรงกดทับที่ข้อเข่าและลดอาการปวดได้อย่างชัดเจน

  2. เลี่ยงพฤติกรรมทำร้ายเข่า : พยายามหลีกเลี่ยงการนั่งพับเพียบ ขัดสมาธิ หรือนั่งยอง ๆ เป็นเวลานาน เพราะข้อเข่าจะต้องรับแรงกดภายในข้อเข่าสูง จึงสามารถนำไปสู่ภาวะข้อเข่าเสื่อมเนื่องจากแรงที่ได้รับไปกระตุ้นเข่าให้เกิดการทำงานหนัก

  3. เลี่ยงการขึ้น-ลงบันได : ในผู้ที่รู้สึกว่าตัวเองมีปัญหาเรื่องข้อเข่าง่าย มีอาการเจ็บเข่าเป็นทุนเดิม ให้หลีกเลี่ยงการขึ้น-ลงบันได เพราะการขึ้นลงบันไดสร้างแรงกดและแรงกระแทกสูงกว่าการเดินปกติ ส่งผลให้กระดูกอ่อนสึกกร่อนเร็วขึ้น

  4. ใช้รองเท้าที่เหมาะกับรูปเท้า : รูปเท้าของคนเรามักจะมีหลายประเภทไม่ว่าจะเป็นเท้าโค้ง เท้าแบน หรือเท้าปกติ การเลือกประเภทการรองรับรูปทรงเท้าที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นกีฬาได้

  5. ใช้ไม้ค้ำยันหากมีอาการบาดเจ็บ : หากมีอาการเจ็บข้อเข่ามากอย่างเฉียบพลัน อาจใช้ร่มในด้านตรงข้ามหรือไม้อื่น ๆ ที่สามารถช่วยค้ำยันได้มาช่วยพยุงตัวไว้ จะช่วยลดแรงกระทำต่อข้อและลดอาการปวดได้

สรุป : หากวิ่งแล้วเจ็บเข่า อย่าฝืนถ้าไม่อยากพักยาว

หัวใจสำคัญของการเป็นนักวิ่งคือ อย่าฝืนเมื่อมีอาการวิ่งแล้วเจ็บเข่า อาการปวดเข่าคือสัญญาณเตือนว่ามีบางอย่างผิดปกติ การดึงดันวิ่งต่อไปอาจเปลี่ยนจากอาการบาดเจ็บเล็กน้อยให้กลายเป็นภาวะอักเสบเรื้อรังที่อาจทำให้คุณต้องหยุดวิ่งในระยะยาว

ดังนั้น เพื่อไปให้เกิดอาการวิ่งแล้วเจ็บเข่า ให้เริ่มต้นจากการสังเกตอาการปวดเพื่อที่จะฟื้นฟูให้ถูกวิธี และเสริมด้วยการสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบเข่า จะช่วยให้คุณสามารถวิ่งได้โดยที่ไม่ก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บและเป็นผลดีในระยะยาว

สามารถดูรายละเอียดผลิตภัณฑ์ของศิริราชบำรุงเวชเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.sirirajbrv.com

Facebook : Sirirajbumrungvej

หรือโทรศัพท์สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : 096-893-0062

แชร์: