มือเคล็ดอันตรายไหม? เช็กอาการพร้อมดูแลให้ถูกวิธี

ระยะเวลา : 9 นาที
“มือ” คืออวัยวะสำคัญที่เราใช้งานทุกวันหรือแทบจะตลอดเวลา จึงไม่แปลกที่อาการมือเคล็ดจะเกิดได้ง่าย แต่หลายคนมักจะปล่อยไว้โดยไม่รักษาเพราะคิดว่าเดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง แต่ที่จริงอาจทำให้ข้อมืออาจอักเสบเรื้อรังและบาดเจ็บได้ง่าย ดังนั้น เมื่อเรารู้วิธีดูแลมือที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มเป็นอาการ ก็สามารถลดโอกาสเป็นซ้ำเรื้อรังได้
บทความนี้ ศิริราชบำรุงเวช จะพาไปทำความเข้าใจมือเคล็ดและเรื่องที่ไม่ควรละเลย เพื่อป้องกันอาการเรื้อรังรักษายากขึ้น และสร้างเกราะป้องกันในระยะยาว
อาการมือเคล็ดคืออะไร?

อาการมือเคล็ด (Wrist Sprain) คือ อาการที่เกิดจากเอ็นยึดข้อต่อของกระดูกอักเสบ โดยเป็นการยืดจนตึงเกินจนถึงขั้นเอ็นฉีกขาด แต่กระดูกยังอยู่ในตำแหน่งเดิมและไม่มีการแตกหักหรือคลาดเคลื่อน ซึ่งอาการมือเคล็ดเสี่ยงต่อการเป็นโรคปลอกหุ้มเอ็นข้อมืออักเสบ
สิ่งที่น่าสนใจสำหรับอาการนี้ก็คือ มือเคล็ดไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุรุนแรงเพียงอย่างเดียว แต่สามารถเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่ใช้มือซ้ำ ๆ
พฤติกรรมแบบไหนเสี่ยงมือเคล็ด?

อาการมือเคล็ดสามารถเกิดหลายสถานการณ์ ไม่ว่าจะมาจากอุบัติเหตุที่เกิดทันทีหรือการสะสมซ้ำ ๆ มาเช็กดูกันว่าพฤติกรรมเสี่ยงใดตรงกับคุณ
1. ใช้มือทำงานท่าเดิมซ้ำ ๆ
ในแต่ละวันที่เราใช้มือทำงานในท่าเดิมต่อเนื่องนาน ๆ อาจทำให้กล้ามเนื้อและเอ็นข้อมือเกร็งสะสม จนเกิดพังผืดก่อนจะเป็นมือเคล็ด ซึ่งกลุ่มคนที่เสี่ยง ได้แก่
พนักงานออฟฟิศ : ใช้มือจับเมาส์และพิมพ์คีย์บอร์ดท่าเดิมหลายชั่วโมง
แม่ครัว พ่อครัว : คนที่ต้องใช้มือ ซอยสับหั่นวัตถุดิบ รวมถึงกระดกกระทะต่อเนื่องทุกวัน
ผู้ที่ทำงานฝีมือ : ไม่ว่าจะเป็นช่างศิลป์ที่ใช้มือวาดระบาย พนักงานที่ยกและแพ็กพัสดุ หรือคนทำสวนที่ต้องขุดดิน ยกอุปกรณ์หนัก ซึ่งต้องใช้ข้อมือเป็นประจำ
2. ใช้มืออุ้มลูกหลังคลอด
โดยเฉพาะคุณแม่หลังคลอดทารกหรือผู้สูงอายุที่ช่วยดูแลหลาน มักเป็นได้ง่าย เพราะการอุ้มลูกในทุกวัน ทำให้มือและกล้ามเนื้อแขนทำงานหนัก รวมถึงบริเวณนิ้วโป้งและมือล้าจากการออกแรงอุ้มทารกอยู่ตลอดเวลา ทำให้เกร็งและอักเสบสะสม
3. เล่นกีฬาหรือใช้มือผิดจังหวะ
อีกหนึ่งสาเหตุที่เกิดบ่อยของอาการมือเคล็ด มาจากเล่นกีฬาออกกำลังกาย ซึ่งกีฬาแต่ละชนิดมีอาการาดเจ็บที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น
กอล์ฟ : การสวิงที่ไม่ถูกวิธี แรงสั่นอาจย้อนกลับมาที่มือโดยตรง เสี่ยงต่อการมือเคล็ด
ปีนหน้าผา : การเกร็งมือจากการจับและพยุงตัว อาจทำให้มือและแขนล้าจนเคล็ดได้
โบว์ลิ่ง : ขณะโยนมือจะเกิดการหมุน สร้างแรงบิดที่สะสมในเส้นเอ็นซ้ำ ๆ จนรับภาระหนัก
แบดมินตัน : การใช้ข้อมือตบหรือดันลูกขนไก่ในจังหวะฉับพลัน ทำให้เกร็งสะสมและเกิดมือเคล็ดได้
มวย : การเจอแรงกระแทกอย่างรุนแรงต่อเนื่อง เสี่ยงข้อมืออักเสบ เคล็ด หรือเอ็นฉีกได้เมื่อชกผิดรูปแบบ
วอลเลย์บอล/บาสเกตบอล : การรับบอลหลากรูปแบบ หลายจังหวะ อาจทำให้มือเคล็ดหรือบิดได้ง่าย
ฟุตบอล : ในจังหวะการปะทะหรือการใช้มือผลักฝั่งตรงข้ามในทันที เอ็นข้อมืออาจฉีกขาดหรือบาดเจ็บได้ทันที
การยกเวทหรือวิดพื้น : การใช้มือและแรงแขนต้านและผลักน้ำหนัก ถ้าฟอร์มผิดหรือใช้น้ำหนักมากเกิน เอ็นข้อมืออาจฉีกขาดได้
เทนนิส : การตีที่รุนแรง ข้อมือและช่วงแขนจะรับแรงสั่นจากการปะทะ ทำให้เสี่ยงมือเคล็ดและข้อศอกอักเสบ (Tennis Elbow) ในระยะยาว
4. ยกของที่มีน้ำหนัก
สิ่งของที่มีน้ำหนักเยอะมากเกิน เมื่อต้องใช้แรงยกหรือยกผิดท้า ทำให้มือทั้ง 2 ข้างและลำตัวต้องรับแรงกดทับมากเกิน ยิ่งถ้ายกผิดมุมก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อมือเคล็ดและลำตัวช่วงล่างบาดเจ็บได้
5. อุบัติเหตุหรือการกระแทก
ไม่ว่าจะตอนหกล้มแล้วเอามือยันพื้นหรือรับแรงกระแทกโดยตรง อาจทำให้เอ็นยืดและฉีกขาดได้ง่ายทำให้รู้สึกเจ็บและขยับมือลำบาก จนเกิดการบวม
6 ลักษณะอาการมือเคล็ด
อุบัติเหตุหรือการใช้งานมือจนอักเสบหรือมือเคล็ด โดยสังเกตอาการเบื้องต้นและสัญญาณเสี่ยงได้ 6 แบบ
ปวดข้อมือตอนกลางคืนหรือตอนที่ไม่ได้ขยับมือ : สัญญาณเตือนมืออักเสบจากการสะสมมานาน
รู้สึกเจ็บจนหยิบจับสิ่งของไม่ได้ : สัญญาณเตือนเอ็นข้อมืออักเสบมากกว่าที่คิด
รู้สึกปวดมือ แม้จะพักมาหลายวัน : สัญญาณเตือนว่าเอ็นกล้ามเนื้ออาจเสียหายหนัก
เจ็บจนงอหรือยืดเหยียดมือไม่ได้ : สัญญาณเตือนว่ากล้ามเนื้อและเส้นเอ็นเกิดการอักเสบรุนแรง
เจ็บลามไปแขนหรือมือข้างเดียวกัน : สัญญาณเตือน ไม่ใช่แค่เอ็นข้อมือ แต่เส้นประสาทก็ได้รับผลกระทบ
มีไข้ บวม แดง และร้อน : สัญญาณเตือนว่าร่างกายอักเสบหรือติดเชื้อ
ดูแลมือเคล็ดด้วยหลักการ RICE

การดูแลเบื้องต้น สิ่งแรกที่ควรทำคือ หยุดใช้งานมือทันที และเริ่มดูแลด้วยหลัก RICE วิธีที่ช่วยลดการบาดเจ็บและช่วยฟื้นตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
R (Rest) : พักข้อมือ เพื่อลดอาการบาดเจ็บจนกว่าจะหายดี
I (Ice) : ประคบเย็นครั้งละประมาณ 10-15 นาทีภายใน 48 ชั่วโมงที่เกิดอาการ เพื่อลดการบวมและบรรเทาปวด (ไม่ควรใช้น้ำแข็งประคบโดยตรง)
C (Compression) : ใช้อุปกรณ์ยึดหรือรัดข้อมือในแน่นพอดี เพื่อจำกัดการเคลื่อนไหว
E (Elevation) : ยกมือให้สูงเหนือระดับหัวใจเป็นประจำ เพื่อให้เลือดไหลเวียน ลดอาการบวม
การรักษาอาการมือเคล็ดในระยะยาว
หลังจากที่เราดูแลและบรรเทาอาการมือเคล็ดได้แล้ว สิ่งที่ควรทำต่อไปเพื่อให้มือกลับมาใช้งานเป็นปกติอีกครั้ง ก็คือ
หยุดการใช้มือข้างที่ปวด : อาจมีการใส่เฝือก เพื่อลดการใช้งานมือระหว่างรักษา
ทานยาลดการอักเสบ ชนิดไม่มีสเตียรอยด์ : เพื่อลดการปวดอักเสบ (ควรรับประทานยาตามคำแนะนำของเภสัชกรหรือตามที่แพทย์สั่ง)
ประคบอุ่น : หลังจากประคบเย็น สามารถประคบอุ่นได้ทันที เพื่อฟื้นฟูความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและเอ็นข้อมือช้า ๆ
ใช้สเปรย์นวดบรรเทาอาการปวด : ตัวช่วยดูแลเบื้องต้นที่บ้านในช่วงที่ยังปวดและยังไม่ได้พบแพทย์
อาการมือเคล็ดแบบไหนต้องรีบพบแพทย์ ?

แม้ว่าเราจะดูแลตัวเองเบื้องต้นได้ที่บ้าน แต่มีสัญญาณของอาการมือเคล็ดบางอย่างที่ ควรรีบไปพบแพทย์ ไม่ว่าจะเป็น
ปวดข้อมือรุนแรงหรือบวมผิดปกติ ไม่ลดลงหลังประคบเย็น หยุดพัก หรือแม้แต่ทายาก็ไม่หาย
ข้อมือดูผิดรูปหรือมีส่วนที่นูนผิดปกติ
รู้สึกชา อ่อนแรง หรือขยับมือยาก
อาการมือเคล็ดไม่ดีขึ้น แม้ผ่านไปหลายสัปดาห์
มีไข้พร้อมกับบวม แดง และร้อนที่ข้อมือ
วิธีรักษาเมื่ออาการเข้าขั้นรุนแรง
เมื่อแพทย์พิจารณาว่ามือเคล็ดรุนแรงหรืออันตราย อาจแนะนำให้รักษาด้วย 2 วิธี ดังนี้
ฉีดสเตียรอยด์ (Steroid Injection) โดยส่วนใหญ่แนะนำฉีดไม่เกิน 2 ครั้ง เพื่อลดการอักเสบเรื้อรัง หากอาการไม่ดีขึ้น อาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัดต่อไป
การผ่าตัด (Surgery) เป็นการผ่าตัดเล็กเฉพาะจุดตรงปลอกหุ้มเส้นเอ็น เพื่อลดการกดเบียด ให้เส้นเอ็นขยับได้ง่ายขึ้น (แผลผ่าตัดขนาดประมาณ 1 ซม. ใช้เวลาผ่าตัดไม่นาน และไม่ต้องนอนพักที่โรงพยาบาล)
สรุป : มือเคล็ดดูแลได้ตั้งแต่เริ่ม ถ้าดูแลอย่างถูกวิธี
มือเคล็ด สามารถเกิดขึ้นทุกสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะนั่งทำงานในออฟฟิศ เล่นกีฬา ยกของหนัก หรืออุ้มลูกน้อย เป็นต้น สิ่งสำคัญคือ ไม่ละเลยหรือปล่อยทิ้งไว้ เพียงแค่คิดว่าเดี๋ยวก็หาย การดูแลตั้งแต่ต้นจะช่วยลดการบาดเจ็บและฟื้นฟูกล้ามเนื้อได้เร็วขึ้น
รวมถึง หากมียาทาหรือสเปรย์บรรเทาอาการปวดพกติดตัวหรือติดโต๊ะทำงานไว้ จะช่วยให้พร้อมรับมือและดูแลตนเองเบื้องต้นได้ทันทีเมื่อเกิดอุบัติเหตุ อย่างไรก็ตาม ถ้าอาการมือเคล็ดยังไม่ดีขึ้น เราแนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อเช็กอาการอย่างละเอียดและแก้ปัญหาได้ตรงจุด ดีกว่าปล่อยให้อักเสบเรื้อรังจนรักษายากในอนาคต
สามารถดูรายละเอียดผลิตภัณฑ์ของศิริราชบำรุงเวชเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.sirirajbrv.com
Facebook : Sirirajbumrungvej
หรือโทรศัพท์สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : 096-893-0062