แนะนำกันแดดแบรนด์ไทย ที่เหมาะกับแดดประเทศไทยที่สุด

ระยะเวลา : 8 นาที
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คนไทยหันมานิยมครีมกันแดดจากต่างประเทศมากขึ้น ทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น และอเมริกา ด้วยความเชื่อที่ว่าเมื่อเอามาใช้จะได้ผิวสวยเนียนใสเหมือนสาวเกาหลี สาวญี่ปุ่น แต่เมื่อนำมาใช้จริงกลับหน้าเยิ้ม กันแดดหลุดง่าย หรือทาแล้วก็ยังมีผิวคล้ำ นั่นเป็นเพราะครีมกันแดดบางสูตรอาจไม่เหมาะกับสภาพอากาศในประเทศไทย
เพราะครีมกันแดดถูกออกแบบมาให้เหมาะกับสภาพอากาศและความรุนแรงของรังสี UV ในประเทศนั้น ๆ เช่น ประเทศที่อากาศเย็นอย่างเกาหลีมักผสมสารที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นเข้าไปด้วย เมื่อนำมาใช้ในไทยที่เป็นประเทศร้อนชื้นที่ทำให้เหงื่อออกง่าย และทำให้หน้าเยิ้มได้
ศิริราชบำรุงเวชจึงชวนมาเจาะลึกว่า ทำไมครีมกันแดดของแบรนด์ไทยถึงเหมาะกับแดดประเทศไทยมากที่สุด
แสงแดดประเทศไทยมีรังสี UV แรงกว่าที่อื่นจริงไหม ?
การที่เราจะรู้ถึงความรุนแรงของแสงแดดได้นั้น มาจากการวัด UV Index หรือดัชนีรังสีอัลตราไวโอเลต ที่วัดความเข้มข้นของรังสี UV ที่ส่งมายังโลก โดยมีระดับต่ำถึงสูงจัดอยู่ที่ 1 - 11+ โดยที่ความรุนแรงระดับ 6 ขึ้นไป จะเริ่มส่งผลให้เกิดปัญหาผิว
และจากการวัดค่า UV Index ในประเทศไทย มีค่าความเข้มข้นเฉลี่ยอยู่ที่ 11 - 12 ซึ่งอยู่ในระดับอันตรายและจำเป็นต้องทาครีมกันแดดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาผิวต่าง ๆ โดยในแต่ละเวลาจะมีความเข้มข้นแตกต่างกันไป
UV Index ของประเทศไทยในแต่ละช่วงเวลา
รังสี UV 1–4 : ช่วงเช้า 7.00–9.00 น.
รังสีมีความเสี่ยงต่ำ ไม่ก่อให้เกิดอันตราย โดยในช่วง 7.00 - 8.00 น. คือช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการทำกิจกรรมยามเช้า และเหมาะสำหรับการรับวิตามิน D จากแสงแดด
รังสี UV 4–11 : ช่วงสาย 9.00–11.00 น.
รังสีเริ่มไต่ระดับสูงขึ้น ก่อให้เกิดโอกาสผิวไหม้แดดได้ ดังนั้นการทาครีมกันแดดถึงสำคัญในช่วงเวลานี้
รังสี UV 11–12 : ช่วงกลางวัน 11.00–15.00 น.
ถือว่าเป็นช่วงที่รังสีรุนแรงที่สุดของวันและมีความอันตรายมาก ควรหลบเลี่ยงการอยู่กลางแดด และทาครีมกันแดดซ้ำ
รังสี UV 3–6 : ช่วงเย็น 15.00–17.00 น.
คือช่วงเวลาที่แสงแดดเริ่มรุนแรงน้อยลง และมีผลต่อผิวบ้างเล็กน้อย โดยหลังจาก 17.00 น. เป็นต้นไปค่ารังสีจะตกอยู่ที่ 0 - 1 เท่านั้น
นอกจากนี้ค่ารังสี UV ในแต่ละเดือนยังมีความรุนแรงแตกต่างกัน แต่สำหรับประเทศไทยจะมีค่ารังสี UV เฉลี่ยอยู่ในระดับอันตราย (11+) เกือบตลอดทั้งปี ยกเว้นเดือนพฤศจิกายน-มกราคม ที่มีค่ารังสีอยู่ในระดับสูง (8 - 10) คนไทยจึงต้องพิถีพิถันในการเลือกครีมกันแดดเป็นพิเศษ
วิธีเลือกครีมกันแดดให้สู้แสงแดดเมืองไทยได้จริง

จากที่เห็นว่า ประเทศไทยมี UV Index เฉลี่ยสูง การเลือกครีมกันแดดจึงต้องปกป้องได้อย่างเหมาะสม โดยควรเลือก SPF30+ และมี PA+++ ขึ้นไป โดยเฉพาะในช่วงเวลา 11.00-15.00 น. ที่ควรปกป้องอย่างสูงสุดด้วย SPF50+ PA++++ (อ่านเพิ่มเติม >> ค่า SPF คืออะไร) นอกจากนี้ยังควรพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย :
1. เลือกเนื้อสัมผัสให้เข้ากับสภาพผิว (Skin Types)
ผิวมันหรือผิวผสม ควรเลือกครีมกันแดดเนื้อเจลหรือประเภท Water-based ที่บางเบา ซึมไว ไม่ทำให้รู้สึกเหนอะหนะ
ผิวแห้ง ควรเลือกครีมกันแดดเนื้อครีม ช่วยให้ความชุ่มชื้นได้ดี ไม่ทำให้หน้าแห้งเป็นขุยระหว่างวัน
2. ตรวจสอบส่วนผสมหลังกล่อง
ควรเลือกครีมกันแดดที่ปราศจากสารที่อาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองหรือทำให้รูขุมขนอุดตัน เนื่องจากครีมกันแดดเป็นสิ่งที่เราต้องใช้ทุกวัน จึงควรเลือกชนิดที่อ่อนโยน เพื่อป้องกันปัญหาผิวต่าง ๆ ที่อาจตามมา
3. เลือกครีมกันแดดที่กันน้ำ
ครีมกันแดดสามารถละลายไปกับเหงื่อหรือหยดน้ำได้ คนที่ชอบออกกำลังกายกลางแจ้งหรือทำกิจกรรมทางน้ำ จึงควรเลือกครีมกันแดดที่กันน้ำได้ดี เพื่อให้ป้องกันแสงแดดได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดเวลา
4. หันมาใช้ครีมกันแดดผสมรองพื้น
ครีมกันแดดผสมรองพื้นนอกจากจะช่วยปกปิด ทำให้สีผิวเรียบเนียน สม่ำเสมอ ยังมีประโยชน์ในการป้องกันแสงสีฟ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ครีมกันแดดทั่วไปทำไม่ได้
แนะนำกันแดดที่คิดค้นเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ
แสงแดดประเทศไทยมีความเข้มข้นมากเป็นพิเศษ การเลือกครีมกันแดดที่ผลิตโดยแบรนด์ไทย ทำงานวิจัยในไทย จึงจะช่วยให้มั่นใจได้ว่า สามารถปกป้องได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง อย่างครีมกันแดดจากศิริราชบำรุงเวชที่พัฒนาโดยทีมเภสัชกรจากโรงพยาบาลศิริราช ทั้ง 2 ขวด

SIRIRAJ PURE PHYSICAL SUNSCREEN
ครีมกันแดดหน้าชนิดกายภาพที่อ่อนโยนกับผิว ไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง และยังปกป้องผิวจากรังสี UVA และ UVB ได้ในทันทีหลังจากทา
มี SPF 50+ PA+++ ปกป้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มีส่วนผสมของ Zinc Oxide & Titanium Dioxide ที่ช่วยป้องกันรังสี UV โดยไม่ทำให้ผิวระคายเคือง
ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอมและสารกันเสียพาราเบน สามารถใช้เป็นประจำได้ทุกวัน
SIRIRAJ TINTED PHYSICAL SUNSCREEN
ครีมกันแดดผสมรองพื้น ชนิดกายภาพ ช่วยปกปิดรอยบนผิว และทำให้สีผิวเรียบเนียน
มี SPF 50+ PA++++ ปกป้องผิวจากแสงแดดได้สูงสุด
ช่วยป้องกันผิวจากรังสี UVA, UVB, และแสงสีฟ้า
มีส่วนประกอบที่สำคัญคือ Zinc Oxide & Titanium Dioxide ที่อ่อนโยนต่อผิว
ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอมและสารกันเสียพาราเบน
สรุป : แสงแดดประเทศไทยมีค่า UV สูงตลอดทั้งปีและเกือบตลอดทั้งวัน ทำให้การเลือกครีมที่ออกแบบมาสำหรับคนไทยโดยเฉพาะจึงจะช่วยให้ปกป้องได้ดีกว่า ไม่ทำให้ผิวเหนอะหนะ และเหมาะกับสภาพผิวคนไทยมากกว่า
ครีมกันแดด Pure Physical Sunscreen และ Tinted Physical Sunscreen จากศิริราชบำรุงเวช พัฒนาโดยเภสัชกรจากโรงพยาบาลศิริราช ทำให้มั่นใจได้ว่าจะอ่อนโยนต่อผิว เหมาะกับผิวหน้าคนไทย และช่วยลดความเสี่ยงของปัญหาผิวในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
FAQ (คำถามที่พบบ่อย)
Q1 : กันแดดจากต่างประเทศใช้กับแดดไทยได้ไหม ?
A1 : กันแดดแบรนด์ต่างประเทศสามารถนำมาใช้ในประเทศไทยได้ แต่ควรทดสอบและตรวจสอบส่วนผสมให้ดี เพราะบางสูตรอาจไม่เหมาะกับแดดร้อนจัดอย่างประเทศไทย หรือไม่เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้น ทำให้เมื่อนำมาทาแล้วเครื่องสำอางไหล หน้ามัน หรือเกิดสิวอุดตันได้
Q2 : แสงแดดเมืองไทยควรใช้กันแดด SPF เท่าไหร่ ?
A2 : แสงแดดประเทศไทยมีค่า UV สูง โดยเฉพาะช่วง 11.00–15.00 น. ทำให้ควรใช้ครีมกันแดดที่มี SPF30–50+ และเลือก PA+++ สำหรับการใช้ในชีวิตประจำวัน
Q3 : ครีมกันแดดควรทาซ้ำบ่อยแค่ไหน ?
A3 : แม้ครีมกันแดดจะออกแบบมาให้ป้องกันแสงแดดได้เป็นเวลานาน แต่ระหว่างวันประสิทธิภาพก็จะลดลงตามไปด้วย โดยเฉพาะเมื่อเจอกับเหงื่อหรือน้ำ ดังนั้นจึงควรทาซ้ำทุก ๆ 2 - 3 ชั่วโมง เพื่อให้สามารถป้องกันรังสี UV ได้เต็มที่
Q4 : อยู่บ้านต้องทากันแดดไหม ?
A4 : แม้จะอยู่ภายในอาคารหรืออยู่บ้านก็ควรทาครีมกันแดด เนื่องจากรังสี UV ที่อันตรายสามารถทะลุผ่านกระจกใสได้ถึง 75% และสำหรับกระจกสีหรือกระจกสะท้อนแสง รังสี UV จะผ่านได้ราว 25-50% (เมื่อไม่ได้ติดฟิล์มกรองแสง)
สามารถดูรายละเอียดผลิตภัณฑ์ของศิริราชบำรุงเวชเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.sirirajbrv.com
Facebook : Sirirajbumrungvej
หรือโทรศัพท์สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : 096-893-0062